เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 02 กรกฎาคม 2022, 19:15:58
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ธุรกิจบริการ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : https://forums.chiangraifocus.com/index.php?topic=1025412.0

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  คนเชียงราย สังคมเชียงราย (ผู้ดูแล: bm+, [ตา-รา-บาว], zombie01, ۰•ฮักแม่จัน©®, ⒷⒼ*, ตาต้อม, nuifish, NOtis, >:l!ne-po!nt:<, ©®*)
| | |-+  ข้อคิดและบทเรียนรื้อโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 พิมพ์
ผู้เขียน ข้อคิดและบทเรียนรื้อโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย  (อ่าน 35083 ครั้ง)
Namdang
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #20 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 07:57:46 »

บ้านหลังหนึ่ง เก่าๆ ชำรุด ทรุด โทรม จะพังทับหัววันไหนก็ไม่รู้ เจ้าของบ้านก็อยากสร้างใหม่ให้ตอบสนองการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบัน คนข้างบ้านไม่เคยมาอยู่ เดินผ่านไปมา แต่อยากให้บ้านเก่าๆ อยู่อย่างเดิม บอกว่าเก่าแหละดี สวย น่าอนุรักษ์ แต่ไม่เคยเข้าไปดู ไม่เคยเข้าไปช่วยบำรุงรักษา หญ้าสักเส้น ใยแมงมุมหยากใย่ ฝุ่นผง ไม่เคยช่วยเก็บกวาด เงินสักบาทไม่เคยช่วยสบทบซ่อมบำรุง เพิ่งจะมาคิดขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเอาตอนนี้ หลังขึ้นแล้วจะมีงบประมาณ มีเจ้าหน้าที่มาบูรณะ มาดูแลไหม หรือปล่อยให้ผุพังเหมือนโบราณสถานหลายๆแห่งที่ไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยว.....เลิกอยู่ข้างรั้วบ้านแล้ววุ่นวายกับเจ้าของบ้านให้เขาทำโน่นทำนี่ ตราบใดที่เรายังไม่มีส่วนในการช่วยเขาซ่อม ดูแล บ้าน อย่าเรียกร้องว่ามันมีคุณค่า ตราบใดที่เรายังไม่เคยให้คุณค่า.....แก่สิ่งใด 

เจ้าหน้าที่กรมศิลป และ เจ้าหน้าที่สมาคมสถาปนิกสยามแห่งประเทศไทย เคยเข้าไปให้ความรู้ที่โบสถ์แล้ว แต่พวกคุณก็ไม่ยอมรับ แถมประจานเขาต่อที่ประชุมโบสถ์อีก พวกคุณได้แต่แถ เรื่องนี้ไปวัน ๆ ถูกครอบงำ โดยไม่มองความเป็นจริงของสังคม ว่าเป็นไปอย่างไร เขาเคยคุยให้ฟังแล้วว่า ถ้าขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว กรมศิลปากรฯ เขาจะเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการซ่อมแซมทั้งหมด (เขาบอกว่า ถ้าซ่อมแซมแล้ว อยู่ได้เป็นอีกร้อยปี)  แต่พวกคุณก็เป็นแค่กบในกะลา มีเพียงผู้นำไม่กี่คนที่ได้ชี้นำเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ให้สมาชิกโบสถ์ได้รับรู้ โดยไม่มองในแง่ของสังคมส่วนใหญ่ว่าเขาต้องการอะไร     ในเรื่องนี้ กรมศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ได้ทำหนังสือให้ มูลนิธิสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย และโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย  มาแล้วว่า "ห้า
มรื้อถอนหรือทุบทิ้งทำลาย ก่อนได้รับอนุญาต จากกรมศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่"  งานนี้ถ้าใครรื้อถอนหรือทุบทิ้ง ก็คงมีการติดคุก และชดใช้ การบ้างล่ะ สำหรับความดื้อรั้น
IP : บันทึกการเข้า
A BB OffRoad Freedom Club
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,202


E22YDA การยึดติดเป็นสิ่งไม่แท้


« ตอบ #21 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 08:10:16 »

มารอดูข้อสรุปก่อนวันที่ 24 เมษายน นี้ต่อไปครับผม ผมชื่อจริงชื่ออนุรักษ์ ชื่อก็บอกแล้วว่าอยากให้อนุรักษ์อาคารเอาไว้ต่อไปครับ
IP : บันทึกการเข้า

"ขาดทุนคือกำไร เพราะหากเรายอมขาดทุนกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ชื่อเสียง กำไรที่ได้ก็จะเกิดกับสังคม ทำให้สังคมดีขึ้น"พระราชดำรัสในหลวง"ทำบุญอย่าหวังผล ให้นึกว่าการทำบุญเป็นเรื่องสนุก แล้วความสุขจะตามมา
NaaM
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15


« ตอบ #22 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 08:22:43 »

ค่อยพูดค่อยจากันเถอะค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
อย่าแบ่งแยกเป็นพวกเขา พวกคุณ หรือพวกใครเลย
เข้าใจทั้งฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์ และเข้าใจในข้อจำกัดของทางโบสถ์ด้วย

เรื่องนี้คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และถี่ถ้วนนะคะ
คำถามคือ เมื่อกรมศิลปากรเข้ามาบูรณะแล้ว หลังจากนั้นการใช้งานวิหารหลังเดิมจะเป็นลักษณะใด
ยังคงเข้าไปใช้งานได้ตามเดิม หรืออนุรักษ์ไว้เพื่อการเข้าชมเท่านั้น
หากเป็นอย่างหลัง หากต้องไปหาที่สร้างโบสถ์ใหม่
จะไปหาที่ไหน ราคาเท่าไหร่ งบประมาณจะพอหรือไม่ ขาดเหลืออย่างไร
และถึงตอนนั้นเราจะยื่นมือเข้าไปช่วยหรือไม่ อย่างไร

ร่วมกันออกความเห็น เพื่อหาทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่ายเถอะค่ะ
อย่าปะทะอารมณ์กันเลย
IP : บันทึกการเข้า
jodisratana
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 775



« ตอบ #23 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 08:45:27 »

คงมีคนอยากได้ผลประโยชน์ของงบการสร้างโบสถ์ใหม่แน่ๆเลย
IP : บันทึกการเข้า

ฉันมองสิ่งที่ฉันมี ไม่มองสิ่งที่ฉันขาด ^^
Namdang
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #24 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 11:46:24 »

ค่อยพูดค่อยจากันเถอะค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
อย่าแบ่งแยกเป็นพวกเขา พวกคุณ หรือพวกใครเลย
เข้าใจทั้งฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์ และเข้าใจในข้อจำกัดของทางโบสถ์ด้วย

เรื่องนี้คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และถี่ถ้วนนะคะ
คำถามคือ เมื่อกรมศิลปากรเข้ามาบูรณะแล้ว หลังจากนั้นการใช้งานวิหารหลังเดิมจะเป็นลักษณะใด
ยังคงเข้าไปใช้งานได้ตามเดิม หรืออนุรักษ์ไว้เพื่อการเข้าชมเท่านั้น
หากเป็นอย่างหลัง หากต้องไปหาที่สร้างโบสถ์ใหม่
จะไปหาที่ไหน ราคาเท่าไหร่ งบประมาณจะพอหรือไม่ ขาดเหลืออย่างไร
ร่วมกันออกความเห็น เพื่อหาทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่ายเถอะค่ะ
อย่าปะทะอารมณ์กันเลยและถึงตอนนั้นเราจะยื่นมือเข้าไปช่วยหรือไม่ อย่างไร


เท่าที่ทราบน่าจะเป็นการอนุรักษ์เพื่อเข้าชมเท่านั้น (ไม่ให้ใช้งาน) เรื่องการสร้างโบสถ์ใหม่ก็่ควรจะิิเป็นหน้าที่ของมูลนิธิสภาคริสตจักรต่อไป

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 19 เมษายน 2011, 11:48:56 โดย Namdang » IP : บันทึกการเข้า
Namdang
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #25 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 11:49:34 »

คงมีคนอยากได้ผลประโยชน์ของงบการสร้างโบสถ์ใหม่แน่ๆเลย

เหมือนรู้เลยนะเจ้า  555+
IP : บันทึกการเข้า
wizard
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 375


« ตอบ #26 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 15:29:19 »

วัฒนธรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม...อันเก่าแก่ของบรรพบุรุษ...เปรียบเสมือนรากแก้ว รากเหง้า ของต้นไม้ใหญ่ชื่อว่า "ชาติไทย"  แต่มีบุคคลที่ต้องการความทันสมัย ความสวยงามที่ฉาบฉวย ตัดตอนแต่งพันธุกรรม ไปปลูกใหม่ เพื่อหวังเพียงความสวยงาม  เป็นต้นไม้ "ชาติไทย" พันธุ์ใหม่ที่ขาดรากแก้ว รากเหง้า ที่เสริมสร้างความแข็งแรง ที่อาจล้มลงง่าย ๆ เพียงแค่ลมเป่าหู........ ฮืม ...ชักงง... 
IP : บันทึกการเข้า
Namdang
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #27 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 20:40:13 »

วัฒนธรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม...อันเก่าแก่ของบรรพบุรุษ...เปรียบเสมือนรากแก้ว รากเหง้า ของต้นไม้ใหญ่ชื่อว่า "ชาติไทย"  แต่มีบุคคลที่ต้องการความทันสมัย ความสวยงามที่ฉาบฉวย ตัดตอนแต่งพันธุกรรม ไปปลูกใหม่ เพื่อหวังเพียงความสวยงาม  เป็นต้นไม้ "ชาติไทย" พันธุ์ใหม่ที่ขาดรากแก้ว รากเหง้า ที่เสริมสร้างความแข็งแรง ที่อาจล้มลงง่าย ๆ เพียงแค่ลมเป่าหู........ ฮืม ...ชักงง... 

เออ  งง ด้วยคน 555+
IP : บันทึกการเข้า
yodying
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281



« ตอบ #28 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 21:07:18 »

บ้านหลังหนึ่ง เก่าๆ ชำรุด ทรุด โทรม จะพังทับหัววันไหนก็ไม่รู้ เจ้าของบ้านก็อยากสร้างใหม่ให้ตอบสนองการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบัน คนข้างบ้านไม่เคยมาอยู่ เดินผ่านไปมา แต่อยากให้บ้านเก่าๆ อยู่อย่างเดิม บอกว่าเก่าแหละดี สวย น่าอนุรักษ์ แต่ไม่เคยเข้าไปดู ไม่เคยเข้าไปช่วยบำรุงรักษา หญ้าสักเส้น ใยแมงมุมหยากใย่ ฝุ่นผง ไม่เคยช่วยเก็บกวาด เงินสักบาทไม่เคยช่วยสบทบซ่อมบำรุง เพิ่งจะมาคิดขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเอาตอนนี้ หลังขึ้นแล้วจะมีงบประมาณ มีเจ้าหน้าที่มาบูรณะ มาดูแลไหม หรือปล่อยให้ผุพังเหมือนโบราณสถานหลายๆแห่งที่ไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยว.....เลิกอยู่ข้างรั้วบ้านแล้ววุ่นวายกับเจ้าของบ้านให้เขาทำโน่นทำนี่ ตราบใดที่เรายังไม่มีส่วนในการช่วยเขาซ่อม ดูแล บ้าน อย่าเรียกร้องว่ามันมีคุณค่า ตราบใดที่เรายังไม่เคยให้คุณค่า.....แก่สิ่งใด 

เขาไม่ได้ต่อต้านการสร้างโบสถ์หลังใหม่ในการนมัสการพระเจ้านะ
แต่เขาขอให้อนุรักษ์พระวิหารหลังเดิมเอาไว้
ที่ของสภาคริสตจักรฯ ในเมือง แปลงสวยๆมีตั้งเยอะน่าจะไปสร้างโบสถ์ใหม่ได้อย่างสวยงาม
เช่นที่สีีแยกเข้าเกาะลอย ใกล้ๆร้านมิวนิคน่ะ ที่ให้ศุภนิมิต ใช้งานอยู่ ก็กว้างขวางโอ่อ่า
น่าจะลองพิจารณาดูใหม่นะ
IP : บันทึกการเข้า
@ไอ้อ้วน@
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,036


2 มือ ที่ดูเหมือนจะบอบบาง


« ตอบ #29 เมื่อ: วันที่ 19 เมษายน 2011, 21:18:50 »

เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ เคยไปงานx-mas ด้วยสมัยเรียนซีวีเค สวยมากๆข้างใน อยากให้อนุรักษ์ไว้ เกรงว่าเชียงรายจะไม่มีของเก่าๆได้ดูอีก
IP : บันทึกการเข้า

สมองดี แกมโกง แต่เลือกที่จะเดินทางผิดเอง ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เป็นไป
Namdang
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #30 เมื่อ: วันที่ 20 เมษายน 2011, 10:35:03 »

เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ เคยไปงานx-mas ด้วยสมัยเรียนซีวีเค สวยมากๆข้างใน อยากให้อนุรักษ์ไว้ เกรงว่าเชียงรายจะไม่มีของเก่าๆได้ดูอีก

เห็นด้วยเจ้า
IP : บันทึกการเข้า
sawate
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #31 เมื่อ: วันที่ 20 เมษายน 2011, 11:56:00 »

ถ้าจะต้องแวะไปคุยกับหมอปลื้ม ด้อยปัญญาเสียทีละมังวะคะ  เปิ้นบอกอนุรักษ์ ๆๆๆๆๆ
ก้อยังจะแป๋งอยู่ หยังมาหลึกแต้ว่า
IP : บันทึกการเข้า
nutjunior
สมาชิกลงทะเบียน
ระดับ ป.ตรี
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,134


น้องแพน แพน


« ตอบ #32 เมื่อ: วันที่ 20 เมษายน 2011, 12:02:52 »

เสียดาย
IP : บันทึกการเข้า

นัท 083-5752391
Line nutjuniorr
humble~angel
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #33 เมื่อ: วันที่ 22 เมษายน 2011, 23:19:51 »

บ้านหลังหนึ่ง เก่าๆ ชำรุด ทรุด โทรม จะพังทับหัววันไหนก็ไม่รู้ เจ้าของบ้านก็อยากสร้างใหม่ให้ตอบสนองการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบัน คนข้างบ้านไม่เคยมาอยู่ เดินผ่านไปมา แต่อยากให้บ้านเก่าๆ อยู่อย่างเดิม บอกว่าเก่าแหละดี สวย น่าอนุรักษ์ แต่ไม่เคยเข้าไปดู ไม่เคยเข้าไปช่วยบำรุงรักษา หญ้าสักเส้น ใยแมงมุมหยากใย่ ฝุ่นผง ไม่เคยช่วยเก็บกวาด เงินสักบาทไม่เคยช่วยสบทบซ่อมบำรุง เพิ่งจะมาคิดขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเอาตอนนี้ หลังขึ้นแล้วจะมีงบประมาณ มีเจ้าหน้าที่มาบูรณะ มาดูแลไหม หรือปล่อยให้ผุพังเหมือนโบราณสถานหลายๆแห่งที่ไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยว.....เลิกอยู่ข้างรั้วบ้านแล้ววุ่นวายกับเจ้าของบ้านให้เขาทำโน่นทำนี่ ตราบใดที่เรายังไม่มีส่วนในการช่วยเขาซ่อม ดูแล บ้าน อย่าเรียกร้องว่ามันมีคุณค่า ตราบใดที่เรายังไม่เคยให้คุณค่า.....แก่สิ่งใด 
  เดลินิวส์ฉบับวันที่16 เมษายน 2554 และ กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่21 เมษายน 2554 ได้ให้ข้อคิดและความรู้แก่สังคมอย่างมากมาย ภาษาที่ใช้ก็งดงาม ปราศจากอคติใดๆ แต่เรื่องราวของบ้านหลังหนึ่ง...มีแต่คำพูดเปรียบเปรยกระแทกแดกดัน อ่านแล้วไม่สบายใจ เรามาทบทวนกันด้วยเหตุผลดีกว่า วางไว้เสียซึ่งอคติ ผลประโยชน์ส่วนตน และการเอาชนะคะคานกัน...สมาชิกในบ้านก็มีสิทธิ์ที่จะเห็นต่างจากคุณ เราไม่ต้องการบ้านใหม่ ในเมื่อบ้านเก่ายังเป็นบ้านที่อบอุ่นมีคุณค่าทางจิตใจและควรค่าแก่การอยู่อาศัย เราควรต้องเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน...
IP : บันทึกการเข้า
humble~angel
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #34 เมื่อ: วันที่ 23 เมษายน 2011, 10:31:21 »


ท่ามกลางข่าวที่มีผู้แจ้งมายังสมาคมสถาปนิกสยามฯ เรื่องคริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย จะทำการรื้ออาคารโบสถ์ (พระวิหาร) เก่าอายุ 97 ปี หลังวันที่ 24 เมษายน ศกนี้ เพื่อสร้างพระวิหารหลังใหม่ฉลองวาระครบรอบ 100 ปีในอีก 3 ปีต่อจากนี้ไป และเพื่อให้เหมาะสมต่อความต้องการรองรับคนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 300 คน เป็น 1,000 คน รวมทั้งอ้างถึงความชำรุดทรุดโทรมจนไม่อาจซ่อมแซมได้ต่อไปแล้ว ทั้งที่เมื่อ 2 ปีก่อนกรมศิลปากรได้เคยเข้าไปตรวจสอบแล้วมีความเห็นสรุปว่า “...สามารถดำเนินการอนุรักษ์ โดยเสริมความมั่นคงด้วยการเพิ่มเสาและฐานรากเพื่อรับน้ำหนักโครงหลังคา และตัดความชื้นที่ผนัง ตลอดจนปรับซ่อมอาคารให้มีความมั่นคงยืนยาวต่อไปได้”

ข่าวล่าสุดได้ยืนยันว่าโครงสร้างโบสถ์เก่าหลังนี้ยังสามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ริคเตอร์ที่มีศูนย์กลางอยู่ในพม่า เมื่อ 24 มีนาคม ที่เพิ่งผ่านไปได้อย่างมั่นคง โดยปรากฏความเสียหายเพียงรอยร้าวของผิวปูนใหม่ที่กะเทาะจากการซ่อมแซมผิดวิธีในอดีตเท่านั้น

คุณค่าของโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย

ตามประวัติโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงรายหลังนี้ สร้างด้วยเงินบริจาคของคณะเพรสไบทีเรียนมิชชัน แห่งสหรัฐอเมริกาบนที่ดินบริเวณประตูสลี ใช้เวลาในการปรับพื้นที่เตรียมการและก่อสร้างราว 4 ปี จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1914 ผู้อำนวยการสร้างโบสถ์หลังนี้คือนายแพทย์วิลเลี่ยม เอ. บริกส์ (William A. Briggs) มิชชันนารีคนสำคัญที่ทำประโยชน์ให้แก่เมืองเชียงรายมากมาย เช่น การก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค โรงเรียนและบ้านพักมิชชันนารี ตลอดจนศาลากลางและเรือนจำประจำจังหวัดเชียงราย ซึ่งหากพิจารณารายชื่อผู้เกี่ยวข้องท่านอื่น ๆ ที่ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดตั้งแต่หัวหน้าควบคุมงานก่อสร้างไปจนถึงลูกมือช่างปูน ก็อาจพบได้ว่าชั้นลูกหลานของหลายท่านที่ถูกระบุชื่อไว้ ยังคงมีส่วนร่วมดูแลคริสตจักรแห่งนี้เสมอมา หลังจากบรรพบุรุษได้อุทิศแรงกายแรงใจในการก่อสร้างโบสถ์หลังนี้ขึ้นมาด้วยความอุตสาหะ

โบสถ์หลังนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อสิ้นสุดมหาสงครามเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ราวปี ค.ศ. 1946 หลังชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากถูกยึดใช้เป็นส่วนหนึ่งของเขตทหารที่มาตั้งมั่นอยู่ในเมืองเชียงราย และพวกมิชชันนารีจำต้องออกนอกประเทศไทย เหตุการณ์ช่วงสงครามนั้นนับเป็นเวลายากลำบากสำหรับเหล่าคริสเตียนในการหาพื้นที่สำหรับนมัสการพระผู้เป็นเจ้า ด้วยต้องคอยหลบซ่อนกระทำการตามบ้านพักของสมาชิก เพราะทางการเข้มงวดเรื่องการประชุม เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้ายและจารกรรม เมื่อเสร็จสงครามจึงยินดีกันยิ่งนักที่ได้กลับมาใช้โบสถ์นี้เป็นที่นมัสการอีกครั้ง

ลักษณะสถาปัตยกรรมของโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย

โบสถ์นี้มีแผนผังอาคารเป็นรูปกางเขน (Latin Cross) แบ่งการใช้งานเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนห้องโถงหลัก (Nave) สำหรับประกอบพิธีกรรม มีความยาวตลอดทางเข้าด้านหน้าถึงแท่นบูชา (Altar) ส่วนปีกทั้งสองข้างของอาคาร (Transept) ทำเป็นชั้นลอย ที่ใต้แนวพื้นชั้นลอยนี้ทำอาเขต (Arcade) เป็นซุ้มโค้งก่ออิฐถือปูนข้างละ 3 ซุ้ม ทำหน้าที่ช่วยถ่ายน้ำหนักพื้นชั้นลอยลงสู่ฐานอาคาร ซึ่งรับกันดีกับซุ้มโค้งของช่องแสงเหนือประตูและหน้าต่างของอาคาร ส่วนห้องท้ายโบสถ์ซึ่งมีหลังคาลดระดับต่ำกว่าห้องโถงหลักเคยใช้เป็นห้องเรียนพระคัมภีร์สำหรับเด็ก ๆ โครงสร้างของอาคารโดยทั่วไปเป็นระบบกำแพงรับน้ำหนัก (Bearing wall) ที่ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่กว่าอิฐปกติทั่วไป ที่เชิงผนังด้านซ้ายภายนอกอาคารติดแผ่นศิลาสลักหมายเลข 1914 ทั้งเลขไทยและอารบิค (หมายถึงปี ค.ศ. ที่สร้างโบสถ์นี้สำเร็จ) ที่มุขด้านหน้าและด้านข้างก่อเป็นเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ 4 ต้นเพื่อรองรับแผงหน้าจั่วที่เป็นแผ่นไม้ตีซ้อนเกล็ด ตรงกลางของแผงหน้าจั่วทำช่องหน้าต่างปิดเปิดได้ และที่เหนือหลังคาทางเข้าด้านหน้ามีหอคอยโถงสี่เหลี่ยมสำหรับแขวนระฆังที่ใช้ประกอบพิธีกรรมของโบสถ์ หลังคาปัจจุบันเป็นโครงสร้างเหล็กมุงกระเบื้องว่าวซีเมนต์สีน้ำตาลแดง กลมกลืนกับสีน้ำตาลเข้มของแผ่นไม้ที่แผงหน้าจั่ว และตัดกับสีขาวของผนังปูนฉาบอย่างน่าดู โดยเฉพาะตรงกึ่งกลางด้านหน้าอาคารใต้หลังคาปีกนก มีป้ายในกรอบไม้ระบุชื่อคริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย ด้วยตัวอักษรแบบเก่าพร้อมสัญลักษณ์กางเขนสีแดงบนพื้นขาว ให้ความรู้สึกสง่างามแบบเรียบง่าย

โบสถ์นี้มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและเทคนิคการก่อสร้างใกล้เคียงกับอาคารหลังแรกของโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค (ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอำนวยการ) ที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial Style) โดยต่างมีจุดเด่นที่หอระฆังด้านหน้าอาคาร (Bell Tower)

ปัจจุบันโบสถ์เก่าหลังนี้ยังไม่ได้รับการซ่อมบำรุงให้พ้นจากความเสื่อมโทรม ระฆังที่เคยแขวนอยู่บนหอคอยได้ถูกย้ายลงมาไว้ในซุ้มเล็กที่สร้างใหม่ด้านข้างอาคาร ฝ้าเพดานยิปซัมภายในชำรุดหลุดร่วง เพราะความชื้นจากน้ำฝนที่รั่วเข้ามาตามแผ่นกระเบื้อง ส่วนผนังมีรอยกะเทาะของปูนฉาบเป็นแนวเสมอกัน สาเหตุน่าจะมาจากแผ่นหินอ่อนที่กรุเชิงผนังภายในปิดกั้นการระบายความชื้นที่ขึ้นมาจากใต้ดิน ประกอบกับปูนซีเมนต์ที่ใช้ฉาบซ่อมในสมัยหลังไม่มีรูพรุนให้ระบายความชื้นได้ดีเหมือนผิวปูนเดิม วงกบประตูหน้าต่างบางส่วนเปื่อยผุจากการกัดกินของปลวกและมอดไม้

แต่ความเสียหายทั้งหมดนี้ยังอยู่ในวิสัยที่จะซ่อมแซมได้ตามหลักวิชาการ ยกเว้นแต่ว่าประโยชน์ใช้สอยที่เปลี่ยนแปลงไปจะเป็นเงื่อนไขหลักของการรื้อสร้างใหม่

ทางออกของการคงอยู่ของโบสถ์หลังนี้ เป็นไปได้ว่า หากทางคริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย ยังสามารถปรับกลยุทธ์จากการเรี่ยไรระดมทุนเพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ เปลี่ยนเป็นการศึกษาความเป็นไปได้เพื่ออนุรักษ์และปรับปรุง เชื่อว่าก็ย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่เห็นในคุณค่าและประสงค์จะมีส่วนร่วมช่วยเหลือ โดยทุนที่ได้มานั้นส่วนหนึ่งจำเป็นต้องเจียดไปจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำการสำรวจและออกแบบการอนุรักษ์และปรับปรุง เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสม และอาจมีการทำประชาพิจารณ์เพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุดจากสมาชิกและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อถึงเวลานั้นหากคำตอบที่ได้คือหมดหนทางในการซ่อมแซมแล้ว การรื้อเพื่อสร้างใหม่จึงสมควรเป็นทางออกสุดท้าย แต่ก่อนรื้อถอนควรต้องมีการจัดทำรายงานบันทึกข้อมูลอาคารเดิมไว้ให้ครบถ้วนมากที่สุด เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา ซึ่งวิธีการสำรวจรังวัดและเขียนแบบ VERNADOC โดยนักศึกษาและสถาปนิกอาสาสมัครก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถกระทำได้

เพื่อให้วาระสุดท้ายของโบสถ์เก่าหลังนี้ได้กระทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ด้วยการให้ความรู้แก่ผู้ที่อาวรณ์ในคุณค่าทางศิลปะสถาปัตย กรรมยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์เมืองเชียงรายสืบไป.

.................

กรณีศึกษาเรื่องการอนุรักษ์โบสถ์เก่า

เกาหลี : อนุรักษ์ทั้งย่านไม่เฉพาะแต่อาคาร

โบสถ์ชองดง (อายุ 113 ปี) เป็นโบสถ์เรียบง่ายแบบวิคตอเรียนโกธิค สร้างด้วยอิฐแดง ตั้งอยู่ในถิ่นพำนักอาศัยของชาวต่างชาติที่เรียกว่าย่านชอง-ดง ย่านนี้เป็นเส้นทางเดินชมมรดกสถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตกที่น่าสนใจย่านหนึ่งในกรุงโซล ซึ่งสถาปนิกหญิง โช อิน-ซุก (Cho In-souk) และ มร.โรเบิร์ต โคห์เล่อร์ (Robert Koehler) นักเขียนชาวอเมริกัน ได้คัดสรรไว้ในหนังสือชื่อ Seoul’s Historic Walks นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการอนุรักษ์ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของเจ้าของอาคาร นักวิชาการ และหน่วยงานราชการ โดยผู้ที่มาเยี่ยมเยือนจะได้สัมผัสบรรยากาศและสถาปัตยกรรมเกาหลียุคเปิดประเทศเมื่อร้อยปีเศษที่ผ่านมา โบสถ์นี้นับเป็นสัญลักษณ์สำคัญของยุคแรกที่ชาวอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลในเกาหลี สร้างในปี ค.ศ. 1898 และถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ. 1926 การเปลี่ยนรูปแบบจากแบบดั้งเดิมไปเล็กน้อย ทำให้อาคารหลังนี้เป็นตัวอย่างของโบสถ์โปรเตสแตนต์ยุคแรกที่โดดเด่นของเกาหลี และอันที่จริงโบสถ์นี้ยังเป็นสักการะสถานตามแบบตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลีอีกด้วย

สวีเดน : สงวนรักษาไว้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ภาคภูมิ

โบสถ์โอสมาร์ค เมืองทอร์สบี (อายุ 246 ปี) เป็นโบสถ์คริสต์นิกายลูเธอรัน ของชุมชนสวีดิชเชื้อสายฟินน์ที่บรรพบุรุษอพยพจากฟินแลนด์เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศสวีเดนตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี สร้างเมื่อ ปี ค.ศ. 1765 มีการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 75 ปีที่แล้ว ในปีที่ผ่านมา ค.ศ. 2010 ได้มีการสำรวจรังวัดและเขียนแบบด้วยวิธี VERNADOC (Vernacular Documentation) โดยสถาปนิกและนักศึกษาอาสาสมัครจากประเทศฟินแลนด์ ไทย จีน และอียิปต์ ร่วมบันทึกคุณค่าของโบสถ์เพื่อการศึกษาทางวิชาการ ภายใต้การสนับสนุนจาก ICOMOS-CIAV (International Council on Monuments and Sites - International Committee of Vernacular Architecture) ในระหว่างกิจกรรมได้มีการบรรยายพิเศษจากชาวบ้านเกี่ยวกับประวัติชุมชนและโบสถ์ผ่านภาพถ่ายเก่า ตลอดจนเกร็ดชีวิตของบรรพบุรุษที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโบสถ์แห่งนี้มาบอกเล่าให้แก่ผู้ร่วมโครงการจากนานาชาติด้วยความภาคภูมิใจ



โบสถ์คริสตจักรที่ 1 สำเหร่ กรุงเทพฯ (อายุ 101 ปี) คริสตจักรแห่งแรกของมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรส ไบทีเรียนซึ่งเดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในประเทศ ไทยเมื่อปี ค.ศ. 1840 พระวิหารหลังแรกสร้างในปี ค.ศ. 1860 ถูกรื้อสร้างใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ. 1910 ในรูปแบบที่ใกล้เคียงของเดิม พระวิหารหลังปัจจุบันได้รับการซ่อมแซมดูแลด้วยกำลังของสมาชิกของโบสถ์มาโดยตลอด

โบสถ์คริสตจักรตรัง (อายุ 96 ปี) สร้างในปี ค.ศ. 1915 มีการซ่อมแซมพระวิหารหลังเดิมเป็นระยะมาโดยตลอด เมื่อมีผู้รับเชื่อเพิ่มมากขึ้น ได้สร้างอาคารนมัสการหลังใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงใน ค.ศ. 1990 โดยยังคงเก็บพระวิหารหลังเก่าไว้ และใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดถ่ายทอดการประกอบพิธีกรรมไปยังอาคารนมัสการหลังใหม่.

จากเดลินิวส์   http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=494&contentId=133009
ขอบพระคุณท่านอาจารย์สุดจิต สนั่นไหว ที่กรุณาให้ข้อคิดเรื่องการรื้อคริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย ผ่านทางหนังสือพิมพ์ 'เดลินิวส์' ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 16 เมษายน 2554 และผ่านทางหนังสือพิมพ์ 'กรุงเทพธุรกิจ' ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2554 ข้อคิดของท่านเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง...
    ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ดร.วันชัย มงคลประดิษฐ์ ที่ครั้งหนึ่งท่านได้กรุณาไปพูดให้ข้อคิดเรื่องนี้ที่คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย แต่กลุ่มผู้มีอำนาจไม่ฟังท่าน...
    ท่านเป็นคนนอก ท่านยังอาวรณ์ในคุณค่าทางศิลป-สถาปัตยกรรมยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองเชียงราย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ท่านกำลังช่วยกอบกู้ดวงใจอันปวดร้าวของเรา... ลูกหลานของบรรพบุรุษแห่งความเชื่อ  ขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสองอีกครั้งค่ะ.
IP : บันทึกการเข้า
VIP>>//<<
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 913


ตั้งใจ มุ่งมั่น ความฝันย่อมสำเร็จ


« ตอบ #35 เมื่อ: วันที่ 23 เมษายน 2011, 11:10:01 »

เดี๋ยวจะต้องไปถ่ายรูปไว้แล้วละคะ ตรงที่มีปี คศ. ตรงเสาอ่ะคะ เป็นพุทธนะแต่ชอบถ่ายรูปปีคศ. ตรงเสาไว้ดู


* ภาพ019.jpg (53.06 KB, 320x240 - ดู 430 ครั้ง.)

* Photo-0504.jpg (129.13 KB, 480x640 - ดู 431 ครั้ง.)
IP : บันทึกการเข้า
Namdang
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #36 เมื่อ: วันที่ 23 เมษายน 2011, 11:16:17 »


ท่ามกลางข่าวที่มีผู้แจ้งมายังสมาคมสถาปนิกสยามฯ เรื่องคริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย จะทำการรื้ออาคารโบสถ์ (พระวิหาร) เก่าอายุ 97 ปี หลังวันที่ 24 เมษายน ศกนี้ เพื่อสร้างพระวิหารหลังใหม่ฉลองวาระครบรอบ 100 ปีในอีก 3 ปีต่อจากนี้ไป และเพื่อให้เหมาะสมต่อความต้องการรองรับคนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 300 คน เป็น 1,000 คน รวมทั้งอ้างถึงความชำรุดทรุดโทรมจนไม่อาจซ่อมแซมได้ต่อไปแล้ว ทั้งที่เมื่อ 2 ปีก่อนกรมศิลปากรได้เคยเข้าไปตรวจสอบแล้วมีความเห็นสรุปว่า “...สามารถดำเนินการอนุรักษ์ โดยเสริมความมั่นคงด้วยการเพิ่มเสาและฐานรากเพื่อรับน้ำหนักโครงหลังคา และตัดความชื้นที่ผนัง ตลอดจนปรับซ่อมอาคารให้มีความมั่นคงยืนยาวต่อไปได้”

ข่าวล่าสุดได้ยืนยันว่าโครงสร้างโบสถ์เก่าหลังนี้ยังสามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ริคเตอร์ที่มีศูนย์กลางอยู่ในพม่า เมื่อ 24 มีนาคม ที่เพิ่งผ่านไปได้อย่างมั่นคง โดยปรากฏความเสียหายเพียงรอยร้าวของผิวปูนใหม่ที่กะเทาะจากการซ่อมแซมผิดวิธีในอดีตเท่านั้น

คุณค่าของโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย

ตามประวัติโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงรายหลังนี้ สร้างด้วยเงินบริจาคของคณะเพรสไบทีเรียนมิชชัน แห่งสหรัฐอเมริกาบนที่ดินบริเวณประตูสลี ใช้เวลาในการปรับพื้นที่เตรียมการและก่อสร้างราว 4 ปี จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1914 ผู้อำนวยการสร้างโบสถ์หลังนี้คือนายแพทย์วิลเลี่ยม เอ. บริกส์ (William A. Briggs) มิชชันนารีคนสำคัญที่ทำประโยชน์ให้แก่เมืองเชียงรายมากมาย เช่น การก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค โรงเรียนและบ้านพักมิชชันนารี ตลอดจนศาลากลางและเรือนจำประจำจังหวัดเชียงราย ซึ่งหากพิจารณารายชื่อผู้เกี่ยวข้องท่านอื่น ๆ ที่ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดตั้งแต่หัวหน้าควบคุมงานก่อสร้างไปจนถึงลูกมือช่างปูน ก็อาจพบได้ว่าชั้นลูกหลานของหลายท่านที่ถูกระบุชื่อไว้ ยังคงมีส่วนร่วมดูแลคริสตจักรแห่งนี้เสมอมา หลังจากบรรพบุรุษได้อุทิศแรงกายแรงใจในการก่อสร้างโบสถ์หลังนี้ขึ้นมาด้วยความอุตสาหะ

โบสถ์หลังนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อสิ้นสุดมหาสงครามเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ราวปี ค.ศ. 1946 หลังชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากถูกยึดใช้เป็นส่วนหนึ่งของเขตทหารที่มาตั้งมั่นอยู่ในเมืองเชียงราย และพวกมิชชันนารีจำต้องออกนอกประเทศไทย เหตุการณ์ช่วงสงครามนั้นนับเป็นเวลายากลำบากสำหรับเหล่าคริสเตียนในการหาพื้นที่สำหรับนมัสการพระผู้เป็นเจ้า ด้วยต้องคอยหลบซ่อนกระทำการตามบ้านพักของสมาชิก เพราะทางการเข้มงวดเรื่องการประชุม เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้ายและจารกรรม เมื่อเสร็จสงครามจึงยินดีกันยิ่งนักที่ได้กลับมาใช้โบสถ์นี้เป็นที่นมัสการอีกครั้ง

ลักษณะสถาปัตยกรรมของโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย

โบสถ์นี้มีแผนผังอาคารเป็นรูปกางเขน (Latin Cross) แบ่งการใช้งานเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนห้องโถงหลัก (Nave) สำหรับประกอบพิธีกรรม มีความยาวตลอดทางเข้าด้านหน้าถึงแท่นบูชา (Altar) ส่วนปีกทั้งสองข้างของอาคาร (Transept) ทำเป็นชั้นลอย ที่ใต้แนวพื้นชั้นลอยนี้ทำอาเขต (Arcade) เป็นซุ้มโค้งก่ออิฐถือปูนข้างละ 3 ซุ้ม ทำหน้าที่ช่วยถ่ายน้ำหนักพื้นชั้นลอยลงสู่ฐานอาคาร ซึ่งรับกันดีกับซุ้มโค้งของช่องแสงเหนือประตูและหน้าต่างของอาคาร ส่วนห้องท้ายโบสถ์ซึ่งมีหลังคาลดระดับต่ำกว่าห้องโถงหลักเคยใช้เป็นห้องเรียนพระคัมภีร์สำหรับเด็ก ๆ โครงสร้างของอาคารโดยทั่วไปเป็นระบบกำแพงรับน้ำหนัก (Bearing wall) ที่ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่กว่าอิฐปกติทั่วไป ที่เชิงผนังด้านซ้ายภายนอกอาคารติดแผ่นศิลาสลักหมายเลข 1914 ทั้งเลขไทยและอารบิค (หมายถึงปี ค.ศ. ที่สร้างโบสถ์นี้สำเร็จ) ที่มุขด้านหน้าและด้านข้างก่อเป็นเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ 4 ต้นเพื่อรองรับแผงหน้าจั่วที่เป็นแผ่นไม้ตีซ้อนเกล็ด ตรงกลางของแผงหน้าจั่วทำช่องหน้าต่างปิดเปิดได้ และที่เหนือหลังคาทางเข้าด้านหน้ามีหอคอยโถงสี่เหลี่ยมสำหรับแขวนระฆังที่ใช้ประกอบพิธีกรรมของโบสถ์ หลังคาปัจจุบันเป็นโครงสร้างเหล็กมุงกระเบื้องว่าวซีเมนต์สีน้ำตาลแดง กลมกลืนกับสีน้ำตาลเข้มของแผ่นไม้ที่แผงหน้าจั่ว และตัดกับสีขาวของผนังปูนฉาบอย่างน่าดู โดยเฉพาะตรงกึ่งกลางด้านหน้าอาคารใต้หลังคาปีกนก มีป้ายในกรอบไม้ระบุชื่อคริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย ด้วยตัวอักษรแบบเก่าพร้อมสัญลักษณ์กางเขนสีแดงบนพื้นขาว ให้ความรู้สึกสง่างามแบบเรียบง่าย

โบสถ์นี้มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและเทคนิคการก่อสร้างใกล้เคียงกับอาคารหลังแรกของโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค (ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอำนวยการ) ที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial Style) โดยต่างมีจุดเด่นที่หอระฆังด้านหน้าอาคาร (Bell Tower)

ปัจจุบันโบสถ์เก่าหลังนี้ยังไม่ได้รับการซ่อมบำรุงให้พ้นจากความเสื่อมโทรม ระฆังที่เคยแขวนอยู่บนหอคอยได้ถูกย้ายลงมาไว้ในซุ้มเล็กที่สร้างใหม่ด้านข้างอาคาร ฝ้าเพดานยิปซัมภายในชำรุดหลุดร่วง เพราะความชื้นจากน้ำฝนที่รั่วเข้ามาตามแผ่นกระเบื้อง ส่วนผนังมีรอยกะเทาะของปูนฉาบเป็นแนวเสมอกัน สาเหตุน่าจะมาจากแผ่นหินอ่อนที่กรุเชิงผนังภายในปิดกั้นการระบายความชื้นที่ขึ้นมาจากใต้ดิน ประกอบกับปูนซีเมนต์ที่ใช้ฉาบซ่อมในสมัยหลังไม่มีรูพรุนให้ระบายความชื้นได้ดีเหมือนผิวปูนเดิม วงกบประตูหน้าต่างบางส่วนเปื่อยผุจากการกัดกินของปลวกและมอดไม้

แต่ความเสียหายทั้งหมดนี้ยังอยู่ในวิสัยที่จะซ่อมแซมได้ตามหลักวิชาการ ยกเว้นแต่ว่าประโยชน์ใช้สอยที่เปลี่ยนแปลงไปจะเป็นเงื่อนไขหลักของการรื้อสร้างใหม่

ทางออกของการคงอยู่ของโบสถ์หลังนี้ เป็นไปได้ว่า หากทางคริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย ยังสามารถปรับกลยุทธ์จากการเรี่ยไรระดมทุนเพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ เปลี่ยนเป็นการศึกษาความเป็นไปได้เพื่ออนุรักษ์และปรับปรุง เชื่อว่าก็ย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่เห็นในคุณค่าและประสงค์จะมีส่วนร่วมช่วยเหลือ โดยทุนที่ได้มานั้นส่วนหนึ่งจำเป็นต้องเจียดไปจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำการสำรวจและออกแบบการอนุรักษ์และปรับปรุง เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสม และอาจมีการทำประชาพิจารณ์เพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุดจากสมาชิกและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อถึงเวลานั้นหากคำตอบที่ได้คือหมดหนทางในการซ่อมแซมแล้ว การรื้อเพื่อสร้างใหม่จึงสมควรเป็นทางออกสุดท้าย แต่ก่อนรื้อถอนควรต้องมีการจัดทำรายงานบันทึกข้อมูลอาคารเดิมไว้ให้ครบถ้วนมากที่สุด เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา ซึ่งวิธีการสำรวจรังวัดและเขียนแบบ VERNADOC โดยนักศึกษาและสถาปนิกอาสาสมัครก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถกระทำได้

เพื่อให้วาระสุดท้ายของโบสถ์เก่าหลังนี้ได้กระทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ด้วยการให้ความรู้แก่ผู้ที่อาวรณ์ในคุณค่าทางศิลปะสถาปัตย กรรมยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์เมืองเชียงรายสืบไป.

.................

กรณีศึกษาเรื่องการอนุรักษ์โบสถ์เก่า

เกาหลี : อนุรักษ์ทั้งย่านไม่เฉพาะแต่อาคาร

โบสถ์ชองดง (อายุ 113 ปี) เป็นโบสถ์เรียบง่ายแบบวิคตอเรียนโกธิค สร้างด้วยอิฐแดง ตั้งอยู่ในถิ่นพำนักอาศัยของชาวต่างชาติที่เรียกว่าย่านชอง-ดง ย่านนี้เป็นเส้นทางเดินชมมรดกสถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตกที่น่าสนใจย่านหนึ่งในกรุงโซล ซึ่งสถาปนิกหญิง โช อิน-ซุก (Cho In-souk) และ มร.โรเบิร์ต โคห์เล่อร์ (Robert Koehler) นักเขียนชาวอเมริกัน ได้คัดสรรไว้ในหนังสือชื่อ Seoul’s Historic Walks นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการอนุรักษ์ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของเจ้าของอาคาร นักวิชาการ และหน่วยงานราชการ โดยผู้ที่มาเยี่ยมเยือนจะได้สัมผัสบรรยากาศและสถาปัตยกรรมเกาหลียุคเปิดประเทศเมื่อร้อยปีเศษที่ผ่านมา โบสถ์นี้นับเป็นสัญลักษณ์สำคัญของยุคแรกที่ชาวอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลในเกาหลี สร้างในปี ค.ศ. 1898 และถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ. 1926 การเปลี่ยนรูปแบบจากแบบดั้งเดิมไปเล็กน้อย ทำให้อาคารหลังนี้เป็นตัวอย่างของโบสถ์โปรเตสแตนต์ยุคแรกที่โดดเด่นของเกาหลี และอันที่จริงโบสถ์นี้ยังเป็นสักการะสถานตามแบบตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลีอีกด้วย

สวีเดน : สงวนรักษาไว้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ภาคภูมิ

โบสถ์โอสมาร์ค เมืองทอร์สบี (อายุ 246 ปี) เป็นโบสถ์คริสต์นิกายลูเธอรัน ของชุมชนสวีดิชเชื้อสายฟินน์ที่บรรพบุรุษอพยพจากฟินแลนด์เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศสวีเดนตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี สร้างเมื่อ ปี ค.ศ. 1765 มีการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 75 ปีที่แล้ว ในปีที่ผ่านมา ค.ศ. 2010 ได้มีการสำรวจรังวัดและเขียนแบบด้วยวิธี VERNADOC (Vernacular Documentation) โดยสถาปนิกและนักศึกษาอาสาสมัครจากประเทศฟินแลนด์ ไทย จีน และอียิปต์ ร่วมบันทึกคุณค่าของโบสถ์เพื่อการศึกษาทางวิชาการ ภายใต้การสนับสนุนจาก ICOMOS-CIAV (International Council on Monuments and Sites - International Committee of Vernacular Architecture) ในระหว่างกิจกรรมได้มีการบรรยายพิเศษจากชาวบ้านเกี่ยวกับประวัติชุมชนและโบสถ์ผ่านภาพถ่ายเก่า ตลอดจนเกร็ดชีวิตของบรรพบุรุษที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโบสถ์แห่งนี้มาบอกเล่าให้แก่ผู้ร่วมโครงการจากนานาชาติด้วยความภาคภูมิใจ



โบสถ์คริสตจักรที่ 1 สำเหร่ กรุงเทพฯ (อายุ 101 ปี) คริสตจักรแห่งแรกของมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรส ไบทีเรียนซึ่งเดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในประเทศ ไทยเมื่อปี ค.ศ. 1840 พระวิหารหลังแรกสร้างในปี ค.ศ. 1860 ถูกรื้อสร้างใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ. 1910 ในรูปแบบที่ใกล้เคียงของเดิม พระวิหารหลังปัจจุบันได้รับการซ่อมแซมดูแลด้วยกำลังของสมาชิกของโบสถ์มาโดยตลอด

โบสถ์คริสตจักรตรัง (อายุ 96 ปี) สร้างในปี ค.ศ. 1915 มีการซ่อมแซมพระวิหารหลังเดิมเป็นระยะมาโดยตลอด เมื่อมีผู้รับเชื่อเพิ่มมากขึ้น ได้สร้างอาคารนมัสการหลังใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงใน ค.ศ. 1990 โดยยังคงเก็บพระวิหารหลังเก่าไว้ และใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดถ่ายทอดการประกอบพิธีกรรมไปยังอาคารนมัสการหลังใหม่.

จากเดลินิวส์   http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=494&contentId=133009
ขอบพระคุณท่านอาจารย์สุดจิต สนั่นไหว ที่กรุณาให้ข้อคิดเรื่องการรื้อคริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย ผ่านทางหนังสือพิมพ์ 'เดลินิวส์' ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 16 เมษายน 2554 และผ่านทางหนังสือพิมพ์ 'กรุงเทพธุรกิจ' ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2554 ข้อคิดของท่านเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง...
    ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ดร.วันชัย มงคลประดิษฐ์ ที่ครั้งหนึ่งท่านได้กรุณาไปพูดให้ข้อคิดเรื่องนี้ที่คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย แต่กลุ่มผู้มีอำนาจไม่ฟังท่าน...
    ท่านเป็นคนนอก ท่านยังอาวรณ์ในคุณค่าทางศิลป-สถาปัตยกรรมยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองเชียงราย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ท่านกำลังช่วยกอบกู้ดวงใจอันปวดร้าวของเรา... ลูกหลานของบรรพบุรุษแห่งความเชื่อ  ขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสองอีกครั้งค่ะ.

อาทิตย์หน้า ก็คงจะเป็นที่แน่นอนแล้วล่ะครับว่า จะต้องขึ้นเป็นโบราณสถานหรือไม่ เพราะว่า เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่ที่ประชุมของกรมศิลปากรส่วนกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และรอการลงนามของอธิบดีเท่านั้น ก็เป็นอันเสร็จสิ้นของกระบวนการ การขึ้นเป็นโบราณสถานต่อไป (สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ได้ส่งหนังสือคำขอขึ้นเป็นโบราณสถานไปที่กรมศิลปากรส่วนกลาง เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา หลังจากได้รับสำเนาการพิพากษาจากศาลปกครอง) ใครจะรื้อถอน ทุบทิ้ง ก็ควรให้คิดให้ดีนะครับ เพราะถ้าขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว ก็ถือเป็นสมบัติของชาติ (คิดก่อนทำ)
IP : บันทึกการเข้า
K€nGja1
ผู้ดูแลบอร์ด
ระดับ :ป.โท
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,388



« ตอบ #37 เมื่อ: วันที่ 23 เมษายน 2011, 11:19:10 »

มันจะล้มวันไหนบะรู้       เอาไว้ก็จะกลายเป็นโบราณสถานบะดาย จะเก็บไว้ฮื้อนักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปก่ะคับ  ถ้ามันล้มลงมาล่ะ ใครจะรับผิดชอบ

 
เอาไว้นมัสการก็บะได้แน่นอน   แคบแล้ว(เทียบกับคริสจักรอื่นๆ)

 

สร้างใหม่ เต๊อะคับ  (ความคิดผมเอง  คริสต์เตียนด้วยกัน)


IP : บันทึกการเข้า

รับซ่อม ซื้อขาย คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ อุปกรณ์ IT
IDEAcomputer 082-0186679
 
tachycardia
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 31


« ตอบ #38 เมื่อ: วันที่ 23 เมษายน 2011, 11:55:57 »

เสียดายครับ....

ผมมาตั้งรกรากอยู่เชียงรายได้สิบปีเต็มแล้วครับ สิ่งที่เห็นคือเชียงรายมีสิ่งดีๆมากมาย มีประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม

แต่.... การพัฒนาเชียงรายเป็นไปแบบไร้ทิศทาง ไม่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันดีงามของท้องถิ่น มีการพัฒนาแต่เปลือกนอก

โบสถ์คริสตจักรที่ 1 นี้เป็นของชาวสมาชิกที่เข้าไปประกอบพิธีในโบสถ์ก็จริง แต่ด้วยความที่เป็นสิ่งปลูกสร้างคู่เมืองเชียงราย ดังนั้นชาวเชียงรายควรมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของและสามารถแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของด้วยครับ
IP : บันทึกการเข้า
charming-tulip
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #39 เมื่อ: วันที่ 23 เมษายน 2011, 12:13:20 »

ในฐานะสมาชิก คจ.ที่ 1 ยังรักและผูกพันกับพระวิหารที่เคยมานมัสการตั้งแต่จำความได้จวบจนวันนี้ ดังนั้นหากสามารถอนุรักษ์และซ่อมให้พร้อมเข้ามานมัสการได้เหมือนเดิม ย่อมเป็นการดีกว่า เพราะสภาพปัจจุบันยังเพียงพอกับการร่วมนมัสการของสมาชิก ทุกครั้งที่เข้าโบสถ์ ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และสันติสุขจะเต็มล้นอยู่ในหัวใจ เพียงข่าวคราวการรื้อถอนโบสถ์จะทำหลังวันที่ 24 เม.ย. พร้อมกับเลี้ยงมุทิตาจิต ศบ.อาวุโสที่ต่างรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการสิ้นสุดการใช้งานท่าน ท่านก็เป็นเหมือนกับพระวิหารเก่าที่จะถูกรื้อถอน  มีสมาชิกไม่น้อยแต่ไม่มีเสียงดังเพราะไร้ซึ่งอำนาจและเงินทองต่างก็รู้สึกเศร้าสลดและหดหู่ใจ เรามีแต่คำอธิษฐานวิงวอนของให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า  เพราะพระเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุดและเชื่อว่าไม่มีอำนาจใดที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า
IP : บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
เรื่องที่น่าสนใจ
 

ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!