เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 12 สิงหาคม 2022, 22:13:45
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ธุรกิจบริการ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : https://forums.chiangraifocus.com/index.php?topic=1025412.0

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  ศาสนา กิจกรรมทางวัด (ผู้ดูแล: ap.41, ลุงหนาน)
| | |-+  อยากให้ความรู้หรือแบ่งปั่นให้กับผู้สนใจ "ศาสนศาสตร์คริสต์"
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน อยากให้ความรู้หรือแบ่งปั่นให้กับผู้สนใจ "ศาสนศาสตร์คริสต์"  (อ่าน 1034 ครั้ง)
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« เมื่อ: วันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2013, 01:34:39 »

ผมเรียนจบ ปริญญาโท สาขาศาสนศาสตร์คริสต์ อยากให้ความรู้หรือแบ่งปั่นให้กับผู้สนใจ "ศาสนศาสตร์คริสต์"
โทรติดต่อ 087-0909-549
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2013, 01:46:52 โดย God love thailand » IP : บันทึกการเข้า
nantong
ปั๋น กั๋นฮู้ แล้วก่อยเอาไปกึ๊ดอ่าน กั๋น แหมกำ อาจมีผิดถูก ฯ
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,584



« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2013, 02:35:38 »

ผมเรียนจบ ปริญญาโท สาขาศาสนศาสตร์คริสต์ อยากให้ความรู้หรือแบ่งปั่นให้กับผู้สนใจ "ศาสนศาสตร์คริสต์"
โทรติดต่อ 087-0909-549
ท่านครับ  นำไป รวมในอีก กระทู้ ของท่าน น่าจะดี นะครับ

ไหว้สาธุ    จาก    หนานธง 081  87  54  209
IP : บันทึกการเข้า

หนานขี้อู้หำยาน : นายจิราวัฒน์  โสรัจพงศ์เกษม / หนานธง   อีเมล : k e n g k a b h e n g @ g m a i l . c o m    มือถือ  081 777  51 76
jirapraserd
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 656


« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 11:23:42 »

อยากทราบทฤษฏีเกี่ยวกับเรื่อง พระเจ้าสร้างโลก ของศาสนาคริสต์ ว่าแท้ที่จริงแล้ว
เป็นอย่างไรกันแน่

อย่างในศาสนาพุทธคำว่าโลก มีอยู่สองนัยยะคือ
1. โลก  ทางภูมิศาสตร์ ทางดาราศาสตร์
2. โลก  ทางธรรม คือ กายกับใจ
IP : บันทึกการเข้า
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 13:47:43 »

การทรงเนรมิตสร้าง VS ทฤษฎีวิวัฒนาการ
ทฤษฎีวิวัฒนาการ
เราอาจให้คำนิยามของการวิวัฒนาการว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพทางพันธุกรรมเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ และไม่มีปัจจัยใดมาเกี่ยวข้องกับสาเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งการพิจารณากระบวนการนี้มีด้วยกัน 2 ระดับ คือ แนวคิดสมัยใหม่เรื่องการวิวัฒนาการโดยใช้แนวคิดของดาร์วินเป็นฐานในการศึกษาซึ่งยึดแนวคิด “ การคัดสรรค์โดยธรรมชาติ ” (Natural Selection) และความรู้อื่นๆที่ยังไม่รู้ในยุคของดาร์วิน มาประกอบกันเพื่อช่วยให้แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการขยายขอบเขตมากขึ้น
นอก จากนี้กระบวนการวิวัฒนาการยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ หรือ รูปแบบทางสรีระ (phenotype) ด้วย โดยสิ่งที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนแปลงของชายหญิงที่เกิดรุ่นต่อๆมา อันมีผลจากการเปลี่ยนแปลงของรุ่นก่อนมามีอิทธิพล รวมทั้งผลจากปัจจัยของสภาพแวดล้อม และ ธรรมชาติคัดสรรค์ แนวคิดที่ว่ามนุษย์มีระดับการวิวัฒนาการต่างกัน และแม้แต่อวัยวะต่างๆในคนๆเดียวกันก็ยังมีวิวัฒนาการต่างกัน ซึ่งเราเรียกว่า mosaic evolution
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าช่วงเวลาที่มีผลต่อการวิวัฒนาการของมนุษย์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ล้านปี ช่วงเวลาขนาดนี้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงยุคน้ำแข็ง และ ช่วงเวลาอบอุ่นด้วย ซึ่งสามารถตั้งสมมุติฐานตรงนี้ได้จากการอ้างอิงทางธรณีวิทยา โดยการศึกษาจากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบนิเวศน์ในยุคดึกดำบรรพ์ ร่วมกับการศึกษาฟอสซิล กระดูก กะโหลก ฟัน และเครื่องมือเครื่องใช้ดึกดำบรรพ์ซึ่งทำจากกระดูกสัตว์ หิน ไม้ และอื่นๆ ทำให้เราทราบถึงสภาพโลกเวลานั้น เชื้อสาย และ ตระกูลสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างๆ
มนุษย์เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และ สูญพันธุ์ไป ซึ่งรวมถึง มนุษย์วานร (hominid) ด้วย สายพันธุ์เดียวของมนุษย์ที่เหลือรอด คือ โฮโมเซเปี้ยน (Homo Sapien) เป็นหนึ่งในกว่า 200 สายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากยุคดึกดำบรรพ์ และจากสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด มีสายพันธุ์มนุษย์วานรที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด
 



นักชีววิทยาชาวอังกฤษนาม T.H. Huxley กล่าวไว้ว่า
“ ไม่ว่าจะศึกษาระบบอวัยวะใดๆ โครงสร้างความแตกต่างที่แยกระหว่างมนุษย์กับลิงกอริลลา และ ลิงชิมแพนซี นั้นมีไม่มากนัก ต่างกับความแตกต่างระหว่างกอริลลา กับลิงสายพันธุ์อื่นที่ต่ำลงมาซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ”
โดย ได้มีความพยายามในการศึกษาเปรียบเทียบมนุษย์ปัจจุบันกับลิง ape ของแอฟริกามาแล้ว ในการศึกษาพัฒนาการทางด้านวิวัฒนาการนี้ แม้แต่หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดก็ไม่สามารถให้คำตอบเรื่องการวิวัฒนาการจาก มนุษย์วานรได้ ตัวอย่างเช่นปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของลำตัว และ แขน ขา การเปลี่ยนแปลงของกระดูกสันหลัง ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดที่แท้จริงของมนุษย์วานรยังเป็นปริศนาอยู่ และทำให้เราไม่รู้ว่าสายพันธุ์ โฮโมเซเปี้ยน นี้มาจากไหน หรือ กำเนิดมาได้อย่างไรด้วย
มีฟอสซิลที่แอฟริกาซึ่งแสดงถึงการพัฒนาวิวัฒนาการของสายพันธุ์โฮโมนี้ คือ โฮโมอีเรคตัส (Homo-Erectus) ในช่วงต้นของยุค Pleistocene ผืนแผ่นดินใหญ่ของทวีปยูเรเซีย ( ที่รวม Asia กับ Europe เข้าด้วยกัน ) มนุษย์ที่พบอาศัยอยู่นั้นหายไป ราวๆ 1.5 ล้านปีก่อน เรารู้จักโฮโมอีเรคตัสจากฟอสซิลที่เอเซียตะวันออก และ ตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีอายุระหว่าง 1.6-250,000 ล้านปี ส่วนทั้งหมดที่ถูกพบช่วง 500,000-300,000 ปีมานั้น ไม่ใช่รูปแบบโฮโมอีเรคตัส แต่เป็นสายพันธุ์โฮโมเซเปี้ยนแทน ดังนั้นปริศนาเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาในช่วงนั้นจึงยังเป็นคำถามที่ถกเถียงหาคำตอบที่แน่ชัดกันอยู่
หาก โฮโมอีเรคตัสที่พบในแอฟริกันเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์วานรในเวลาต่อมา เราก็สามารถอธิบายได้ว่ากระบวนการวิวัฒนาการมีความต่างกันมากจากสภาพทางธรณี วิทยาที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น โฮโมอีเรคตัสเป็นเหมือนลักษณะเฉพาะของทางเอเซียกลาง แต่ส่วนกระโหลกของมนุษย์วานรแถบตะวันตกของยูเรเซียกลับมีลักษณะไม่เหมือนกัน นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในยุค Pleistocene ตอนกลาง และนอกจากนี้ยังมีความผันแปรในสายพันธุ์จากสายพันธุ์ที่ดูแข็งแรง เหมือนอีเรคตัส ไปเป็น นีแอนเดอร์ธัล (Neanderthal)
เป็นเวลาหลายปีที่ นีแอนเดอร์ธัล ถูกจัดเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง ( โฮโม นีแอนเดอร์ธัล ) แต่ภายหลังถูกจัดหมวดหมู่เป็นสายพันธุ์รองของโฮโมเซเปี้ยนอีกที ในยุโรปพบหลักฐานของนีแอนเดอร์ธัลกลุ่มสุดท้ายกับกลุ่มอีกกลุ่มที่เรียกว่าโครมันยอง (Cro-Magnon) ในเอเซียตะวันออกมีหลักฐานเกี่ยวกับโฮโมเซเปี้ยนโบราณ แต่กลับไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าจากโฮโมอีเรคตัสกลายมาเป็นโฮโมเซเปี้ยน หรือ โฮโมเซเปี้ยนมาแทนที่ได้อย่างไรนั้น
หลัก ฐานทางฟอสซิลของมนุษย์ยุคแรกแสดงถึงความแตกต่างของขนาดทางโครงสร้างร่างกาย โดยที่เพศหญิงจะสูงประมาณ 3-4 ฟุต และหนัก 60-70 ปอนด์ ส่วนเพศชายสูง 5 ฟุตขึ้นไป หนักประมาณ 150 ปอนด์ พัฒนาการของมนุษย์อีกอย่างคือขนาดของหน้า และ ฟัน เล็กลง โดยที่สายพันธุ์ก่อนหน้านั้นมีฟันที่ใหญ่กว้างเหมือนฟันสัตว์กินเนื้อ ในขณะที่รุ่นต่อๆมากลับมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าฟอสซิลกระดูก และ ฟัน จำนวนมากถูกค้นพบ แต่ความสัมพันธ์ของกระบวนการวิวัฒนาการระหว่างมนุษย์ และ ลิง ยังเป็นข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ เพราะไม่มีฟอสซิลใดเลยที่แสดงลำดับวิวัฒนาการต่อเนื่องไม่ขาดตอนของสาย พันธุ์มนุษย์
การ เปรียบเทียบเลือด โปรตีน และ DNA ของลิง ape แอฟริกากับมนุษย์ ทำให้เราทราบว่า ลำดับการวิวัฒนาการที่มาถึงมนุษย์ปัจจุบันไม่ได้ถูกแยกออกจากลิงกอริลลา และ ชิมแพนซี จนกระทั่งช่วงท้ายของการวิวัฒนาการ จากแผนลำดับนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า เวลาของกระบวนการวิวัฒนาการที่แยกออกไปน่าจะตกราวๆ 6-8 ล้านปีก่อน ส่วนบันทึกหลักฐานมนุษย์วานรก็แสดงว่ามีอยู่ 5 ล้านปีมาแล้ว การศึกษาทั้งหมดอาศัยหลักฐาน คือ ฟอสซิล ดังนั้นหากอนาคตพบฟอสซิลเพิ่มมากขึ้นเราก็น่าจะไขข้อกระจ่างปัญหาหลายๆอย่าง ได้ แต่กระนั้นก็ดีทุกอย่างเริ่มขึ้นจากเซลเพียงเซลเดียว
วิวัฒนาการจากเซลเพียงเซลเดียว
เซลเพียงเซลเดียวที่เกิดโดยไม่คาดฝัน บางทีอาจเกิดจากฟ้าผ่าลงมาในน้ำ รวมตัวกับคาร์บอน หรือ บางทีอาจเป็นไนโตรเจน เมื่อกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านเข้ามาทำให้เงื่อนไขการเกิดชีวิตกำเนิดขึ้น และทั้งหมดนี้เกิดจากความบังเอิญ ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่เคยอธิบายว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีเพียงอธิบายไว้ว่ามีเซลอยู่หนึ่งเซล และ สร้างตัวมันเองขึ้นมาจากการแบ่งตัว ดังนั้นทฤษฎีวิวัฒนาการจึงอธิบายว่าเมื่อพลังงานไฟฟ้าสร้างเซลแรกขึ้นมา มันยังมอบกลไกทั้งหมดให้กับเซลนั้นที่จำเป็นในการแบ่งตัวอีกด้วย และตอนนั้น โครงสร้างทาง DNA ก็เกิดขึ้นมา วิทยาศาสตร์ไม่เคยพิสูจน์ตรงนี้ในห้องทดลอง และ ไม่มีคำอธิบายว่าชีวิตเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างกรดอะมิโน และ สารเคมีต่างๆขึ้นมาได้ แต่พวกเขาไม่สามารถสังเคราะห์ประกายไฟฟ้าแห่งชีวิตขึ้นมาได้
หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักวิทยาศาสตร์คือ การยอมรับว่าทฤษฎีการวิวัฒนาการนั้นผิด โรงเรียน ทั่วไปจะสอนว่าทุกชีวิตนั้นเริ่มต้นจากเซลเพียงเซลเดียว ส่วนวิวัฒนาการคือกระบวนการการเปลี่ยนแปลงสภาพ เด็กเล็กๆจะเข้าใจว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง แต่เมื่อเขาศึกษามากขึ้น เขาจะถูกสอนเรื่องทฤษฎีการวิวัฒนาการ แทนที่จะกระทำอย่างนักวิทยาศาสตร์ที่วิเคราะห์พิจารณาหลักฐานทั้ง 2 ด้าน ในแต่ละแง่มุม พวกเขากลับปฏิเสธแนวคิดสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหมดแทน และทิ้งความเชื่อที่ไม่มีวันกลับคืนมาได้อีก
คนๆ หนึ่งเรียนรู้ศึกษาสิ่งต่างๆ โดยเริ่มจากครอบครัว สิ่งรอบๆตัว เพื่อน และไม่จำเป็นต้องมีแนวคิดตรงกันไม่ว่าจะแง่นักวิทยาศาสตร์ หรือ คริสตศาสนิกชน ผู้นับถือศาสนาคริสต์หลายคนจะพยายามหาเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ ศรัทธาของตน มนุษย์เรายอมรับวิทยาศาสตร์ที่คนเราสร้างขึ้น และ ยึดกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้นเหนือคำกล่าวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล การวิวัฒนาการ แทนที่ การสร้างของพระเจ้า เป็นต้น พวกเขาจะไม่ยอมรับเรื่องปาฏิหาริย์ที่พระเยซูคริสต์สำแดงตามข้อความที่ บันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นจริง แต่จะมอง
IP : บันทึกการเข้า
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 13:48:47 »

ว่าเป็นการบรรยายเหตุการณ์แบบเกินจริง และคำของประกาศกถูกมองว่าเป็นนิยาย หรือ บทประพันธ์ ที่มิใช่เรื่องจริง พวกเขาปฏิเสธพระวาจาของพระเจ้า ถ้ามีส่วนที่พวกเขาจะยอมรับได้ในพระคัมภีร์ ก็มีแต่ส่วนที่สามารถสนับสนุนจุดยืนของพวกเขาเท่านั้น
ช่องว่างในปฐมกาล (Genesis) เป็นตัวอย่างของความพยายามที่จะทำให้พระวาจาของพระเจ้าสอดคล้องกับ “ ความรู้ ” ที่ยอมรับได้ในทางวิทยาศาสตร์ ในแง่ “ ความจริง ” เรารู้ได้ว่าช่วงเวลาราวกับนิรันดรได้ล่วงเลยไประหว่าง ปฐมกาล บทที่ 1 : 1 กับ ปฐมกาล บทที่ 1 : 2 โดยวันแห่งการสร้างของพระเจ้าในแต่ละวัน ไม่ใช่วันที่วัดตามมาตรฐานทั่วไปของเรา แต่เปรียบได้กับร่วมพันปีต่อวัน ในพระคัมภีร์มีกล่าวไว้ว่า แรกเริ่มพระเจ้าทรงเนรมิตทุกสรรพสิ่งขึ้นมา ซึ่งนี่ก็สอดคล้องกับแนวคิดกับยุคทางธรณีวิทยา เราไม่ควรมาถอดความในพระคัมภีร์ให้ออกมาในแง่ที่รับกับอคติในใจของเราเอง หรือ แบบที่เราอยากได้ยิน เราตัดสินโลก และ กฎทุกอย่างตามที่เราเห็น ตัวอย่างเช่น เราอาจมองที่ชายคนนึงกล่าวว่า “ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เขาเป็นเด็กทารก ” แต่นี่ถูกหรือ ? แล้วอาดัมละเคยเป็นเด็กทารกมาก่อนไหม หรือ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เพศชายที่โตแล้วขึ้นมาเลย ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ตอนแรกเริ่มที่ถูกสร้าง เขาต้องเป็นทารกมาก่อน และถ้าเขาเป็นทารกมาก่อน เขาเอาชีวิตรอดได้อย่างไรโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล แต่ถ้าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แล้วมนุษย์คนแรกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำให้อดคิดถึงปริศนาที่ยังไม่มีคนหาคำตอบได้ว่า “ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ”
ตอนที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา เขาเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ การพัฒนาการทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ระบบตั้งแต่ระบบขับถ่ายถึงระบบสมองของเขาทำงานครบถ้วนพร้อมหมด และพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่ในจิตวิญญาณของเขา ไม่ใช่ในร่างกายเนื้อของเขา เหมือนที่กล่าวไว้ใน Colossians ว่า
“ เขาคือฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้าผู้มองไม่เห็น ”
ถ้าพระเป็นเจ้าสร้างมนุษย์ทุกคนให้สมบูรณ์แบบทั้งหมด ทำไมพระองค์จะไม่สร้างโลกด้วยแบบเดียวกัน แล้วโลกมีประวัติการสร้างแบบอาดัมไหม ถ้าไม่...ทำไม?
ถ้าคุณเชื่อว่าทฤษฎีการวิวัฒนาการนั้นถูกต้อง และเซลแรกเพียงเซลเดียวสร้างรูปแบบทั้งหมดขึ้นมา หมายความว่า เซลนั้นได้ผ่านช่วงเวลาราวกับนิรันดร และ แต่ละรุ่นของเซลนั้นได้ปรับสภาพเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยทฤษฎีว่าไว้ว่าเซลนั้นต้องทำการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปได้ และเซลตัวนี้รวมตัวกันเกิดเป็นชีวิตขึ้นมา โดยแบ่งได้สามสาขาใหญ่ๆคือ พืช แมลง และ สัตว์ ทำไมถึงมีแค่ 3 สาขาละ ? นี่ ก็ไม่สามารถอธิบายได้ หรืออีกนัยหนึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกกล่าวถึง เพราะการศึกษาทั้งหมดที่เราศึกษานั้น เราศึกษาจากสาขาทั้ง 3 ที่เกิดขึ้นมา คือ พืช ตามมาด้วยแมลงที่มีรูปแบบความคิดอ่าน แต่มีรูปแบบเลือด และ กลไกการทำงานของร่างกายต่างจากสัตว์ มีทั้งประเภทสัตว์เลือดอุ่น และ สัตว์เลือดเย็น ซึ่งแยกเป็นประเภทที่หลากหลายมากมายนับไม่ถ้วน และทั้งหมดนี่เกิดจากเซลเพียงเซลเดียวไม่ว่าจะกลายพันธุ์แปลกแค่ไหนก็ยังตก อยู่ในแค่ 3 สาขานี้เท่านั้น ซึ่งถ้าอ้างอิงจากทฤษฎีการวิวัฒนาการแล้ว เซลหนึ่งเดียวตอนแรกเริ่มนั้นคือบรรพบุรุษของทุกสรรพสิ่ง

กลุ่มตระกูลเดียวกัน
ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้พูดถึงรูปแบบชีวิตไว้มากมาย แต่สิ่งมีชีวิตหลายชนิดก็เกิดขึ้นหลังจากที่มีสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเกิดขึ้นก่อน หลัก การของวิวัฒนาการคือการเกิดขึ้นมาจากเซลเดียว แล้วมีการเปลี่ยนแปลง กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆในเวลาต่อมา ในปัจจุบันเรารู้ว่าเราไม่สามารถผสมสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ต่างกันเข้า ด้วยกันได้ เหมือนที่เราไม่สามารถจับสุนัขมาผสมกับวัวหรือม้าได้ มนุษย์ก็สามารถผสมพันธุ์กันในหมู่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ไม่สามารถไปผสมพันธุ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นได้ ถ้าคุณนำม้าไปผสมกับสัตว์ในตระกูลเดียวกันของมันอย่างลา คุณก็สามารถได้ล่อที่เป็นสายพันธุ์ผสมออกมา แต่เพราะอะไรนะหรือ ? นั่นเพราะว่าเลือดนั่นเอง เลือดเป็นตัวแทนที่แสดงถึงโครงสร้างทางพันธุกรรม และเลือดไม่สามารถผสมข้ามสายพันธุ์ได้ เป็นเลือดนั่นเองที่ท้าทายกระบวนการวิวัฒนาการ แม้แต่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็บอกไว้ว่าเลือดคือกุญแจสำคัญ หรือพูดให้เด่นชัดกว่านั้น เลือดเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการถวายเครื่องบูชาในพันธสัญญาเดิม และเป็นสิ่งเดียวที่บอกถึงความเป็นเครือญาติกัน เราไม่รู้ความสำคัญเรื่องเลือดจนกระทั่ง 100 ปีที่ผ่านมา ที่เราพึ่งพบความสำคัญของเลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างกาย ในพันธสัญญาเดิมมีกล่าวไว้ว่า ชีวิตนั้นอยู่ในเลือด ถามว่าโมเสสรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรตอนที่เขาเขียนตรงนี้ ? แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลยจนพึ่งรู้เมื่อ 100 ปีที่แล้ว
พระ คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่าสายพันธุ์ไม่อาจผสมข้ามกันได้ ถ้าเช่นนั้น ช่วงไหนกันแน่ที่มนุษย์ หรือ ลิง แตกแยกจากม้า ? ซึ่งหมายความว่าทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นต้องผิด เพราะเราได้ยินมาว่าลิงเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ แต่หมายความว่าลิงนั้นต้องมาจากสายพันธุ์อื่นที่วิวัฒนาการมาเป็นลิงอีกที เช่น ม้า วัว หรือแม้แต่ปลา แต่อันไหนละ และ อย่างไร ? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมเราไม่เจอความเกี่ยวเนื่องในแต่ละสายพันธุ์เหล่า นั้นเลย จากคำถามทั้งหมดนี้ กุญแจสำคัญหลักยังอยู่ในเลือด เลือดที่ไม่สามารถผสมข้ามกันได้ แต่ถ้าเราเชื่อทฤษฎีการวิวัฒนาการ เลือดต้องสามารถผสมกันได้ เพราะมาจากเซลแค่เพียงเซลเดียว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อการเอาชีวิตรอด เปลี่ยนเพื่ออยู่รอดหรือดับสูญ หมายความว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่จำเป็นอื่นใดนอกจากเพื่อการอยู่รอดเท่านั้น
เลือด เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ? แม้แต่พืชก็มีเลือด ใช่ ยางไม้ น้ำที่หล่อเลี้ยงต้นไม้คือเลือดของพืช ทำหน้าที่ไหลเวียนสารอาหารไปตามร่างกาย และ หมุนเวียนถ่ายของเสีย และเช่นเดียวกันกับแมลงด้วย แต่เลือดของแมลงจะเป็นน้ำคล้ายๆน้ำหวานที่ทำหน้าที่เดียวกับเลือด ถ้าเช่นนั้นทำไมถึงมีความแตกต่างกันละ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทฤษฎีวิวัฒนาการว่าไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเอาชีวิตรอดเท่านั้น แต่เลือดก็ทำงานรูปแบบเดียวกันทั้งหมดในทุกสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์ พืช และ แมลง ทฤษฎีการวิวัฒนาการบอกไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงในสายพันธุ์เกิดเพื่อตอบสนองต่อ เงื่อนไขเร้าทางธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ในการเอาชีวิตรอดของสายพันธุ์นั้นเท่านั้น และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางชีววิทยานี้จะถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปยังรุ่น ลูกต่อๆไปด้วย
ช่วงเวลาทางธรณีวิทยา
มาตร เวลาทางธรณีวิทยา คือแผนภาพที่นักวิทยาศาสตร์ และ ผู้เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการ เชื่อว่าเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มกว่าล้านปีมาแล้ว ทฤษฎีวิวัฒนาการกล่าวไว้ว่าสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์น้ำที่มีกระดอง หรือ เปลือกแข็งหุ้ม (Crustacea) เป็นสิ่งมีชีวิตยุคแรกๆที่วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตเซลเดียวอีกที แล้วจึงวิวัฒนาการต่อๆไปในรูปแบบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เป็น ปลา สัตว์เลื้อยคลาน และ แมลง แล้วจึงวิวัฒนาการมากลายเป็นสัตว์ในยุค Mesozoic และวิวัฒนาการต่อๆมาจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้
แต่ ละยุคช่วงเวลาทางธรณีวิทยาเกี่ยวเนื่องกับหลักฐานทางฟอสซิลที่เราพบในชั้น หินแต่ละช่วง ฟอสซิลที่พบในแต่ละชั้นหินทำให้เราทราบถึงอายุของฟอสซิลนั้นๆ ปัญหาคือนักธรณีวิทยาประเมินอายุของฟอสซิลจากการตรวจสอบชั้นหินที่พบ ซึ่งอาจเป็นวิธีที่ผิดในการประเมินอายุของฟอสซิลที่พบ สมมุติว่าเราเริ่มขุดตั้งแต่ส่วนตีนหุบเขา ประเมินอายุทางธรณีวิทยาตามความลึกที่เพิ่มขึ้นแล้วจึงตรวจสอบฟอสซิลที่พบ โดยที่ตะกอนรอบๆอาจคลุมรอบๆฟอสซิลนั้นและทำให้ฟอสซิลนั้นอยู่ในชั้นของดิน ที่แข็งกลายเป็นหินในภายหลัง ทฤษฎีวิวัฒนการว่าไว้ว่าทุกๆการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และ มีรูปแบบแบบแผน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจมอยู่ในตะกอนจนกลายเป็นฟอสซิลได้ อย่างไร และพวกมันทำอย่างไรจึงคงสภาพอยู่โดยไม่เน่าสลายไปก่อนที่จะจมอยู่ในกอง ตะกอนอย่างช้าๆ
ในความเป็นจริงแล้ว กระดูก และ ฟอสซิลทั้งหมดที่น่าจะถูกพบตามหลักทฤษฎีนั้นกลับไม่มีใครค้นพบ ทำไมจุดที่ขาดหายของวิวัฒนาการไม่ถูกพบในรูปฟอสซิลเลย ฟอสซิลถูกห้อมล้อมด้วยกองตะกอนอย่างเร็วมากก่อนที่มันจะเน่าเสียไป จากจำนวนพันล้านฟอสซิลที่ถูกพบจนถึงทุกวันนี้กลับไม่มีฟอสซิลของการวิวัฒนาการที่ขาดหายไปเลย เราอาจไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการกำเนิดฟอสซิลและชั้นหินแต่ละชั้น แต่ข้อสันนิษฐานคือฟอสซิลเข้าไปติดในชั้นหินได้ด้วยการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก แต่บางทฤษฎีก็ว่าตะกอนเหล่านั้นเกิดจากการระเบิดตัวของดินที่มาจากช่องเขาที่ปกคลุมชั้นเขาด้านล่าง หรือแม้แต่การที่น้ำท่วมก็สามารถสร้างสภาพตะกอนทับถมได้ ว่ากันว่าหากเปลี่ยนจุดในการสำรวจจากใต้หุบเขาเป็นข้างๆหุบเขาแทน หลักฐานทางธรณีวิทยาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้า เราต้องการวิเคราะห์อายุของชั้นหิน เราต้องวิเคราะห์ก่อนว่าชั้นหินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เราไม่สามารถบอกว่าเราจะขุดจุดหนึ่งๆในหุบเขาแล้วสามารถสรุปทั้งหมดในบริเวณ นั้นได้ แต่เราต้องรวบรวมหลักฐานจากพื้นที่ทั้งหมดด้วย
IP : บันทึกการเข้า
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 13:50:05 »

การวัดด้วยวิธีทางอะตอมมิค
วิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้หลักทางฟิสิกส์ในการประเมินอายุชั้นหิน และ ฟอสซิล เทคนิคนั้นในฟิสิกส์คือกฎพื้นฐานเรื่อง การสงวนพลังงานและวัตถุ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นจะดำรงอยู่ในรูปหนึ่งของวัตถุและพลังงาน ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าไว้ว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และทุกสิ่งที่ถูกสร้างก็สมบูรณ์ในตัวของมันเอง แนวคิดนี้สัมพันธ์กับกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถสร้างบางอย่างจากความว่างเปล่าได้ แต่พลังงานสามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นได้ สูตรทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกฎการเปลี่ยนแปลงของพลังงานอิสระนี้คือ
F = H - TS
 
                                                                     F = Free Energy
                                                                     H = Heat Energy
                                                                      T = Absolute Temperature
                                                                       S = Entropy
 
ตามกฎว่าไว้ว่าพลังงานอิสระจะลดลงโดยที่พลังงานความร้อนจะเพิ่มขึ้นจนไม่มีพลังงานอิสระเหลืออยู่ในระบบ โดยที่กฎนี้ว่าไว้ว่าจักรวาลและทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆก้าวเข้าหาจุดดับของตัวมันเองเรื่อยๆ ถ้าโลกมีอายุร่วมพันล้านปี ทำไมมันไม่ถึงจุดดับเสียทีละ แล้วจักรวาลต้องดำรงอยู่ได้ด้วยพลังงานที่มาจากนอกจักรวาล แต่ทฤษฎีวิวัฒนาการว่าไว้ว่าไม่มีอะไรดำรงอยู่นอกจากจักรวาลของตัวมันเอง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ขัดแย้งกันเอง
คาร์บอน 14 (CI4) เป็นหน่วยที่ใช้ในการวัดระยะเวลา ด้วยคุณสมบัติการแผ่รังสีที่ลดลง จึงใช้ในการวัดระยะเวลา แต่เราจำเป็นต้องรู้ส่วนผสมหลักที่เจือปนอยู่ในตอนแรกเป็นมาตราฐาน แล้วมาตรฐานในการอ้สงอิงละอยู่ที่ไหน? พวกเขากำหนดหินที่เรียกว่า มูนดัส (moon dust) หรือ Genesis Rock เป็นมาตรฐาน เพราะมันเป็นหินที่อยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์มายาวนานแสนนาน แต่แม้แต่วัตถุนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันมีต้นกำเนิดมาอย่างไร? หรือ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
อีกวิธีหนึ่งในการวัดค่าทางอะตอมมิคคือด้วย โปแตสเซี่ยม และ ยูเรเนี่ยม เชื่อว่าเทคนิคนี้สามารถวัดอายุได้อย่างถูกต้องแน่นอนได้ไปถึง 4 พันล้านปี วิธีนี้เคยใช้ในการทดลองหาอายุของมูนดัสต์ แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิดเพราะยูเรเนี่ยม 238 มีคุณสมบัติเสื่อมตัวลง การสลายเสื่อมตัวลงเริ่มจาก ยูเรเนี่ยม 234 ตามมาด้วย ทอเรียม เรเดียม และตามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระดับ 206 โดยที่ตัวเลข 206 คือระดับอะตอมมิคของโมเลกุล

การสลายตัวของการแผ่รังสี
มีอีกกระบวนการหนึ่งในการวัดที่เรียกว่าครึ่งชีวิต (half-life) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระดับการแผ่รังสีของวัตถุลดลงเหลือครึ่งเดียว สำหรับยูเรเนียม 238 มีครึ่งชีวิตอยู่ที่ 4.5 ล้านปี ดังนั้นเราสามารถหาอายุยูเรเนียมได้ด้วยวิธีนี้ แต่ยกเว้นยูเรเนียม 237 ไอโซโทปส่วนหนึ่งมีครึ่งชีวิต 60-70 วัน ไอโซโทปไหนของยูเรเนียมที่จะนำมานับ และ ค่าแรกของไอโซโทปแต่ละตัวคือเท่าไหร่ ?
ถ้าเชื่อว่าวิธีนี้สามารถวัดอายุได้อย่างถูกต้อง เราน่าจะสามารถย้อนกลับไปดูอายุสิ่งต่างๆได้ แต่เมื่อเทียบด้วยวิธีนี้แล้วเราจะพบว่าโลกนั้นร้อนมากจากการแผ่รังสี เพียงแค่ถอยหลังกลับไป 15,000 ปี โลกก็สภาพที่ไม่น่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ถ้าการวิเคราะห์การสลายตัวของอะตอมนั้นถูกต้อง โลกต้องแผ่รังสีอยู่ช่วง 15,000 ปีก่อน และใน ช่วง 12,000-13,000 B.C. ที่สิ่งมีชีวิตไม่น่าจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เลย
กระบวน การทางอะตอมมิคนี้ส่งผลกระทบใดต่อแนวคิดวิวัฒนาการบ้าง ? ถ้านักวิวัฒนาการวิทยาต้องการใช้วิธีทางอะตอมมิคในการวัดอายุความเก่า พวกเขาก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมาด้วย ซึ่งอาจเป็นการหักล้างทำลายทฤษฎีวิวัฒนาการแบบเดิมๆ นักวิทยาศาสตร์กล่าวไว้ว่าจักรวาลกำเนิดระหว่างส่วนผสมของยูเรเนียมและอื่นๆ แต่ก็อาจมีคำถามว่า ยูเรเนียมและส่วนผสมแรกสุดเกิดขึ้นมาจากไหนละ ? ถ้าไม่มีการสร้าง หรือ การผสมให้เกิดขึ้นมาก่อน บางทีแนวคิดเรื่องการสร้างของพระเจ้าอาจอธิบายข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดนี้ได้ เรา ได้ข้อสรุปแบบเดียวกันเมื่อเรานำทฤษฎีมาใช้กับเรื่องสนามแม่เหล็กของโลก เราสามารถใช้เรื่องสนามแม่เหล็กของโลกในการวัดอายุโลกได้ด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่าเรารู้ว่าสนามแม่เหล็กของโลกลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งถ้าเราอ้างอิงตามแนวคิดนี้เราจะพบว่า โลกเป็นดาวที่เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็กในช่วง 8,000-12,000 B.C. สนามแม่เหล็กของโลกสามารถใช้ในการตรวจสอบอายุได้อย่างถูกต้อง และจากหลักฐานที่ว่าโลกเป็นดาวที่เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็กมาก่อน แล้วทำไมจู่ๆดวงดาวที่เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็กดวงนั้นถึงกลายมาเป็นโลกอย่าง ทุกวันนี้ได้ เหมือนเป็นการสร้าง หรือ การจัดการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน



สูตรพีชคณิต
สูตร ทางวิทยาศาสตร์หลายสูตรใช้สูตรทางพีชคณิต (exponential) มาประกอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคิดคำนวณความเร็วการเคลื่อนที่ของแสง การสลายตัวของการแผ่รังสีนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะใช้สูตรนี้ เรานำตัวแปรครึ่งชีวิตมาคิดเทียบเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาที่เปลี่ยน ไป วิทยาศาสตร์แสดงให้เราดูว่ายูเรเนียมจะสลายตัวลดลงตามเวลาที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถวาดเป็นเส้นโค้งระยะเวลาตามสูตรพีชคณิตได้ แม้แต่การเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลาชีวิตในสมัยปฐมกาลตั้งแต่ระยะเวลาของโนอาห์ จนถึงโจเซฟก็แสดงได้ในเส้นโค้งของสูตรพีชคณิต โดยแสดงด้วยภาพเส้นโค้งที่โค้งลง ระยะเวลาอายุขัยของมนุษย์ที่ดูสั้นลงเรื่อยๆเหมือนการลดลงของสภาพการแผ่ รังสีของวัตถุ ดังที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า อายุขัยของมนุษย์จะลดลงจนเหลือแค่ 120 ปี
สังเกตจากอายุของบรรพบุรุษมนุษย์ ในสมัยก่อนอายุขัยของมนุษย์นั้นมากกว่าปัจจุบันมาก คนหนึ่งสามารถมีอายุได้มากถึง 900 ปีขึ้น แต่ทั้งหมดนี้จบลงตั้งแต่สมัยโนอาห์เป็นต้นมา บิดาของโนอาห์ตายเมื่ออายุ 777 ปี
หลาน ชายของโนอาห์ ชื่อว่า นิมรอด เป็นนักล่าที่เก่งกาจผู้สร้างนครบาเบลอันนำไปสู่หอคอยบาเบลในเวลาต่อมา ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ประชาชาติต่างๆกระจัดกระจาย และ พูดภาษาต่างกัน หากเทียบเวลาช่วงหลังจากนั้นจะเข้ากับสมการพีชคณิตเส้นโค้งตกลง จำนวนประชากรที่ลดลง และ อายุขัยที่ลดลง แม้แต่เรื่องการลดลงของสนามแม่เหล็กโลกที่ได้กล่าวมาก็เป็นพีชคณิต ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าโลกน่าเป็นดาวที่เต็มไปด้วยสนามแม่เหล็กเมื่อ หมื่น -2 หมื่นปีมาแล้ว และสนามแม่เหล็กนี้ลดลงเรื่อยๆแบบเส้นโค้งที่ตกลงเช่นกัน จนเป็นโลกแบบที่เราอยู่ทุกวันนี้ การเกิดของประชากร หรือ การเจริญเติบโตของพืชผักในฤดูใบไม้ผลิก็เป็นพีชคณิตเช่นกันถ้าปัจจัยภายนอก ทางธรรมชาติอยู่ครบ
กฎ ทางวิทยาศาสตร์ว่าไว้ว่า พลังงานไม่สามารถสร้างหรือทำลายลงได้ แต่พลังงานสามารถแปรสภาพได้ และ หน่วยวัดพลังงาน entropy ต้องเพิ่มขึ้นเสมอ ซึ่งจากกฎนี้ทำให้เราทราบว่าโลกเราค่อยๆตายลงทุกวันตามสภาพจักรวาลที่ พลังงานลดลงเรื่อยๆ ตาม entropy ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพเสื่อมถอยลดลงทุกวัน แล้วทำไมความเร็วแสงเป็นสิ่งเดียวละที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ แนวคิดทฤษฎีการวิวัฒนาการต้องการให้เราเชื่อว่าทุกสิ่งเจริญก้าวหน้าขึ้น เรื่อยๆ และ มีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆอย่างเป็นรูปแบบ ไม่ใช่อย่างเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งนี่เป็นแนวคิดหลักของทฤษฎีการวิวัฒนาการ จุดเด่นของออกซิเจนนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงถึงข้อขัดแย้งของทฤษฎีนี้ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าน้ำเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับชีวิตทุกชีวิต น้ำเป็นส่วนผสมที่มีเอกลักษณ์ เมื่อมันเย็น มันหนาแน่นมากขึ้น ภายใต้จุดเยือกแข็ง 0 องศาเซลเซียส น้ำกลายเป็นวัตถุแข็ง และเริ่มแผ่ขยายตัว ขณะที่สิ่งอื่นๆเมื่อได้รับความเย็นจะเริ่มหดตัว แต่น้ำกลับต่างออกไป ความหนาแน่นมากขึ้นเมื่อได้รับความเย็นจากผิวหน้าลงมาเหมือนอย่างบนผิวหน้า น้ำแข็งในทะเลสาป แน่นอนหากน้ำเริ่มแข็งจากด้านล่างสัตว์น้ำในนั้นคงตายหมด น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ นอกจากเป็นองค์ประกอบที่มากสุดในร่างกายและเซลแล้ว น้ำยังทำหน้าที่ในการไหลเวียนสารอาหาร กรด และ เลือดในร่างกายทุกอย่าง
แนวคิดวิวัฒนาการว่าไว้ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ ถ้าเช่นนั้นทำไมร่างกายของเรากับของเหลวต่างๆในร่างกายเราถึงเกิดขึ้นจากส่วนประกอบของน้ำด้วยรูปแบบทางเคมีที่ต่างจากปกติ
ไอสไตน์เคยพูดถึงสูตร
 
E=mc2
 
E = Energy
M = Mass (Matter)
C = Speed of Light
 
กฎนี้ว่าไว้ว่าวัตถุและเหตุการณ์ต่างๆเดินทางจากรูปแบบพลังงานสูงสู่พลังงานต่ำ ตัวอย่างเช่นถ้าเราวางกาแฟร้อนๆแก้วหนึ่งเอาไว้ มันจะเย็นลงเมื่อเวลาผ่านไป หรืออีกนัยหนึ่งความร้อนจากกาแฟพยายามทำให้ห้องร้อนขึ้น คือ การแสวงหาสมดุลยภาพนั่นเอง หรือจากกฎแรงดึงดูด ที่น้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ตามกฎ และ สิ่งที่ซับซ้อนจะเปลี่ยนสู่สิ่งที่สามัญลง
ส่วนแนวคิดการวิวัฒนาการกล่าวว่าทุกอย่างเริ่มจากสิ่งง่ายๆคือเซลเดียวพัฒนามาเป็นรูปแบบสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนอย่างคนทุกวันนี้ ซึ่งแน่นอนขัดกับกฎทางฟิสิกส์
IP : บันทึกการเข้า
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 13:52:15 »

ระบบเวลา
ไอสไตน์บอกเราว่าวัตถุไม่สามารถเคลื่อนได้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าแสง หรือ 186,291 ไมล์ ต่อ วินาที ตามกฎสัมพันธภาพถ้าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสง มวลจะกลายเป็นมวลไร้จำกัด ที่ต้องอาศัยพลังงานไร้ขีดจำกัดในการสร้างมวลไร้จำกัด ส่วนเรื่องสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วกว่าแสงนี้เราลืมไปได้เลย แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าธุลีที่เรียกว่า “Tachyon” สามารถเคลื่อนได้เร็วกว่าความไวแสงและไม่สามารถทำให้ช้าลงได้ หากเราสามารถตรวจหาและควบคุม tachyons นี้ได้ เราจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนของจักรวาลในทันที แต่ในปัจจุบัน tachyons ยังไม่ถูกพบ
เวลาสามารถวัดได้ 2 วิธี
1. นาฬิกาไดนามิค ที่แบ่งด้วยระบบเวลาของโลก คือ วัดตามการโคจรรอบอาทิตย์ที่ได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูด
2. นาฬิกาอะตอมมิค หรือ นาฬิกาแม่เหล็กไฟฟ้า ที่วัดด้วยอีเล็คตรอนรอบนิวเคลียส
เวลา เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในทางวิทยาศาสตร์ เพราะสูตรหลายๆสูตรมีตัวแปรเวลามาเกี่ยวข้อง อะตอมมิคลดลงเพราะ CDK หรือ การลดลงของความเร็วแสง ดังนั้นการคำนวณหายุคทางธรณีวิทยานั้นต้องเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของความ เร็วแสงที่ลดลงตั้งแต่ยุคปฐมกาล
สง เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ คือ 186,000 ไมล์ต่อวินาที เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ฉงนที่สุดในเรื่องการสร้าง ถ้าโลกมีอายุเพียงไม่กี่แค่พันปีแทนล้านๆปีอย่างที่นักวิทยาศาสตร์กล่าว ปัญหามาอยู่ตรงจุดที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทั้งหมดขึ้นมา แต่ถ้าความเร็วของแสงนั้นคงที่ ดังนั้นแล้วดาวที่เราเห็นเปล่งแสงก็หมายความว่าอาจเป็นดาวเมื่อล้านๆๆๆปี ก่อนมาแล้วก็ได้ หรือยามเมื่อพระเจ้าสร้างดวงดาราขึ้นมา พระองค์ก็ทรงสร้างแสงจากดาวเหล่านั้นที่ส่องมาถึงโลกด้วย ซึ่งก็หมายความว่าเรามองเห็นดาวที่ไม่เคยดำรงอยู่ตอนพระเจ้าสร้างความสว่าง ขึ้นมา นอกจากนี้พระเจ้าไม่ทรงสร้างสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ในตัวของมันเองขึ้นมา และทุกสิ่งดำเนินตามกฎฟิสิกส์ของพระองค์ ทั้งหมดจะสมเหตุสมผลขึ้นเมื่อคิดกับแนวคิดความเร็วแสงลดลงอย่างช้าๆ ซึ่งจะสอดคล้องกับประเด็นทั้งหมดที่ได้กล่าวกันมาข้างต้น นั่นคือ การลดลงของสนามแม่เหล็กบนโลก การลดลงของการแผ่รังสี และการเสื่อมถอยของร่างกายมนุษย์
IP : บันทึกการเข้า
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 13:53:04 »

CDK – การลดลงของความเร็วแสง
ความเร็วของแสงสามารถวัดได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ช่วงกลางปี 1600 เป็นต้นมา
 
Values of C, the speed of light, in Km/Sec
Experimentor   Year   Value   Error +/-   Method
Roemer   1675   301,300   200   Optical
Bradley   1728   301,000   200   Optical
Cortnu   1871   300,400   200   Optical
Cortnu-Helmert   1874.8   299,900   200   Optical
Michelson   1879.6   299,910   50   Optical
Newcomb   1882.7   299,860   30   Optical
Michelson   1882.8   299,853   60   Optical
Michelson   1885   299,940   60   Optical
Perrolin   1902.4   299,901   84   Optical
Perrolin   1902.8   299,895   84   Optical
Perrolin   1906   299,880   80   Optical
Michelson   1924   299,802   30   Optical
Michelson   1926.5   299,796   4   Optical
Mittelstaed   1928   299,778   10   Optical
Pease-Pearson   1932.5   299,774   11   Optical
Pease-Pearson   1933   299,774   2   Optical
Anderson   1937.4   299,771   12   Optical
Huttel   1940   299,768   10   Optical
Essen   1947   299,797   3   Cavity Resonators
Bergstrand   1949   299,796   2   Geodimeter
Essen   1950   299,792   3   Cavity Resonators
Hansen   1951   299,789   1   Cavity Resonators
Bergstrand   1951   299,793.1   2.5   Geodimeter
Kraus   1953   299,800       Radio
Florman   1954   299,795.1   3.1   Radio interferometer
Scholdstrom   1955   299,792.4   0.4   Geodimeter
Wadley   1956   299,792.9   2   Tellurometer
Edge   1956   299,792.4   0.11   Geodimeter
Wadley   1957   299,792.6   1.2   Tellurometer
Froome   1958   299,792.4   0.1   RadioInterferometer
Corson-Lorrain   1962   299,790       Radio
ITT Staff   1970   299,793       Radio
Bay-Luther   1972   299,792.5   0.018   Radio
Bay-Luther   1976   299,792.5   0.018   Radio
•  Experimental Values of the Speed of Light
ข้อมูลนี้แสดงค่าต่างๆที่วัดความเร็วของแสง ถ้าเราวัดค่าใดๆค่าหนึ่งด้วยค่าคงที่ทางเทคนิคแล้วจะมีค่าความผิดพลาดปรากฏ อย่างเช่น ค่า 100 ที่มีค่าผันแปรผิดพลาด 3 ค่าที่วัดได้ก็จะต่างออกไปจาก 103-97 และกระจายตามค่าแต่ละตัว
วิทยาศาสตร์ในพระคัมภีร์
พระ คัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่เนื้อหาที่พูดกลับเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ในตัวเอง คือ ไม่มีที่ผิด ยกตัวอย่างเช่นตอนอิสยาห์กล่าวว่าความอุดมสมบูรณ์แห่งผืนทะเลจะมายัง อิสราเอล ทะลตาย( Dead Sea ) มีแร่ธาตุ 25% เป็นโปแตสเซียม ธาตุที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเทียบปัจจุบันมีค่ามากกว่า 5 ล้านล้านทีเดียวในพื้นที่เช่นนั้น ชนชาติอิสราเอลเอาความรู้จากที่ไหนมาจึงรู้เรื่องนี้ได้ บรรพบุรุษพวกเขารู้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเลตายได้อย่างไร เป็นที่แน่นอนว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ไขแสดงความจริงนี้ให้ประจักษ์ต่อ พวกเขา
เหมือนตอนที่พระเจ้าตรัสว่า เรื่องสถานที่ซึ่งแสงและความมืดอยู่ เรารู้ว่าเราสามารถเก็บความมืดได้ เช่นเก็บความมืดไว้ในกล่องที่ปิด หมายความว่าความมืดมีที่อยู่ได้ แต่แสงนั้นตรงกันข้ามที่เป็นสิ่งที่เคลื่อนที่อยู่เสมอ เหมือนอย่างโปตอนที่เป็นส่วนย่อยของแสงต้องอยู่ในสภาพเคลื่อนที่ตลอดเวลามิฉะนั้นจะไม่เป็นแสง ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถเก็บแสงไว้ในที่หนึ่งได้ เพราะแสงไม่อยู่นิ่ง แสงจะเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปอีกที่หรือมีรูปแบบทางการเคลื่อนไหว อย่างที่ถูกกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ โยบได้พูดถึงแสงที่ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกประการ ดังนั้นโยบรู้ได้อย่างไรตั้งแต่กว่า 3000 ปีมาแล้ว ถ้าไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า อีกตอนหนึ่งของพระคัมภีร์มีการพูดถึงเรื่องการเดินทางของนกในอากาศ และ ปลาในท้องทะเล ที่สอดคล้องกับกระแสลมและน้ำ โดยที่คนยุคนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องกระแสน้ำ กระแสลมเลย หรือตอนที่ประกาศกอาโมสพูดถึงการนำน้ำทะเลมาหยดลงบนผืนดิน เขารู้เกี่ยวกับระบบการหมุนเวียนของน้ำ จากทะเล เป็นเมฆ เป็นฝน ได้อย่างไร
ส่วน ในบทของโยบบทอื่นๆมีประโยคหนึ่งพูดถึง “ เมื่อดาวอรุณร้องเพลงขับขานร่วมกัน ” ดูๆไปเหมือนเป็นประโยคปกติธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเมื่อเราทราบว่าดวงดาราเปล่งแสงที่เป็นสัญญาณเสียงออกมาได้ ดังนั้นหมายความว่าเราสามารถฟังเสียงของแสงได้ Ma Bell เป็นคนหนึ่งที่ได้ทดลองปรากฏการณ์นี้ ใน “ ท่อแสง ” ที่สามารถตรวจจับข้อมูลทั้งหมดของแสงได้ ดาวพวกนี้มีเสียงมีจังหวะของมัน และ ดาวแต่ละดวงมีจังหวะที่ต่างกันออกไป แล้วโยบรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรตั้งแต่สมัยนั้น หรือจากโมเสสเรารู้ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์จากฝุ่นดิน เมื่อเราตวจสอบพวกหินดินที่ดวงจันทร์ และ ส่วนประกอบอื่นๆ เราพบส่วนประกอบ 16 ชนิดที่พบได้ในมนุษย์ทุกคน ทำไมมนุษย์ถึงมีองค์ประกอบแร่ธาตุในร่างเหมือนในฝุ่นผงดินละ
นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถเข้าใจหรืออธิบายได้หมด เช่นเรื่อง แม่เหล็ก นักวิทยาศาสตร์รู้ระบบการทำงานของพลังงานแม่เหล็กในการดูดวัตถุที่เป็นเหล็ก แต่เขาไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าทำไมถึงดูดเหล็กไม่ใช่อลูมิเนียม และ ทำไมมันถึงทำงานเช่นนั้น เรื่องแรงดึงดูด เรื่องระบบชีวิต ทำไมชีวิตจึงกำเนิดขึ้นมาได้ เรื่องแสง เรื่องพลังงานไฟฟ้า และอีกหลายๆอย่างที่วิทยาศาสตร์อาจสามารถอธิบายคุณลักษณะการทำงานของมันได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจแก่นของมันจริงๆ หรือ แม้แต่ให้ความหมายจริงๆของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งบางทีคงมีแต่พระเจ้าที่รู้จริงถึงพลังงานเหล่านั้นและใช้มันตามพระประสงค์ของพระองค์ได้ เรามาดูกันดีกว่าว่าพระเยซูมีบทบาทอะไรกับพลังงานเหล่านี้บ้าง
ระบบแรงดึงดูด : พระเยซูดำเนินบนน้ำได้ หรืออีกนัยพระองค์ควบคุมระบบแรงดึงดูด และ นักบุญเปโตรก็เช่นกันที่เดินได้เมื่อพระองค์อนุญาต
ระบบพลังงานแม่เหล็ก : พระดำรัสของพระองค์เป็นดังพลังงานแม่เหล็กดึงดูดผู้คนมากว่า 2000 ปี เป็นพลังงานแม่เหล็กที่ดึงดูดคนและเปลี่ยนชีวิตผู้คน
ระบบพลังงานโมเลกุล : พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น พระองค์ควบคุมการจัดการเรียงตัวของโมเลกุลใหม่ได้
ระบบพลังงานชีวิต : พระเยซูทรงชุบลาซารัสให้เป็นขึ้นมาจากความตายได้ พระองค์รักษาโรคและอาการบาดเจ็บทุกชนิดได้ หรือ อีกนับพระองค์ควบคุมชีวิตได้
ระบบพลังงานไฟฟ้า : จากข้อความในพระคัมภีร์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาปานสายฟ้าแลบจากตะวันออกสู่ตะวันตก
ระบบพลังงานแสง : พระคัมภีร์ว่าไว้ว่าพระเยซูคือความสว่างของโลก พระองค์ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ และ เป็นองค์ปฐมของความดีงามทั้งหมด และเป็นองค์ผู้ควบคุมพลังงานทั้งหมด
ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์กล่าวไว้ว่า พลังงาน มีค่าเท่ากับ มวล x ความเร็วของแสง สแควร์ ได้ออกมาเป็นสูตร
E = mc2 ถ้าเอาพลังงานมาหารด้วยความเร็วของแสงจะสามารถแปรพลังงานเป็นสสารได้
ในพระคัมภีร์ว่าไว้ว่าพระเจ้าคือปฐมของพลังงานและทุกสรรพสิ่ง ถ้าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์ความสว่าง ( พลังงานแสง ) ดังนั้น พระเจ้าหารด้วยพระเยซู จะสร้างได้ทุกอย่างตามสมการไอสไตน์ และเหมือนที่กล่าวในพระคัมภีร์ว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและควบคุมทุกสรรพสิ่ง
“ ในปฐมกาล พระเจ้าทรงดำรงอยู่ ”
ในปฐมกาล พระเจ้าทรงตรัส แล้วทุกสิ่งก็บังเกิดขึ้นมา พระดำรัสของพระเจ้าคือพลังงานในการสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่า
นัก วิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกมีอายุเป็นล้านล้านปีมาแล้ว และ มนุษย์อยู่บนโลกมาเป็นล้านปีแล้ว แต่หลายๆคนเชื่อเรื่องในหนังสือปฐมกาลว่าพระเจ้าทรงสร้างโลก ขึ้นมา และ ทั้งหมดเกิดขึ้นในอดีตที่ไม่ห่างมากเกินไปขนาดนั้น ความเชื่อแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และมีประเด็นโต้เถียงเรื่องนี้มานานในหมู่นักวิชาการ ถ้าเราตีความเนื้อหาทั้งหมดในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตามตัวอักษรเป๊ะๆ เราคงไม่พบความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์แน่ เหมือนการเปรียบเทียบเรื่องอูฐลอดรูเข็มของพระเยซู หากตีความตามตัวอักษรเป๊ะๆคงกลายเป็นเรื่องอัศจรรย์แน่ ดังนั้นการตีความถอดเนื้อหาจากพระคัมภีร์ไม่ใช่เป็นเรื่องของศิลป์ หรือ วิทยาศาสตร์ แต่เป็นส่วนผสมของทั้ง 2 รวมกัน ซึ่งไม่มีกฎแน่นอนตายตัวในการถอดความพระคัมภีร์ที่สามารถใช้ได้ทุกบทหรือทุก สถานการณ์ การที่จะเข้าใจเนื้อหาเหล่านั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการ อุปมาอุปมัย การอ้างอิง บริบท และเหนือสิ่งอื่นใด พระพรปัญญาที่มาจากพระจิตเจ้า
IP : บันทึกการเข้า
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« ตอบ #8 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 14:04:42 »

วิทยาศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา
คุณพ่อยัง ดังโตแนล
การพัฒนาอย่างรวดเร็วของวิทยาศาสตร์ในสมัยปัจจุบัน เปลี่ยนโฉมหน้าของวัฒนธรรมทั่วไป มีคนมากมายที่ไว้ใจวิทยาศาสตร์จนถึงทำให้คุณค่าของวัฒนธรรมเปลี่ยนไปหรือหายไปเลย " ฟาสท์ฟู๊ด" และ "กางเกงยีนส์" มาแทนวิธีการกิน และวิธีการแต่งกายตามประเพณีเดิม ในโลกตะวันตก การก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ได้ทำให้เกิดวัตถุนิยม นักปรัชญาและคนอื่น ๆ หลายคนถือว่าวิทยาศาสตร์มาแทนศาสนา และความเชื่อถึงพระเป็นเจ้า เป็นทัศนคติ โบราณล้าสมัย ในโลกตะวันออก การก้าวหน้าของวิทยา-ศาสตร์และเทคโนโลยียังไม่ได้ลบล้างศาสนา แต่หลายคนยืนยันว่า อีกไม่นานศาสนาจะหมดสิ้นไปเช่นเดียวกัน เพราะว่า แนวคิดสองอย่างนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้ มีคนมากที่ใช้ข้อสรุปหรือข้อพิสูจน์ของวิทยาศาสตร์ เพื่อจะปฏิเสธพระเป็นเจ้า หรือแสดงว่าศาสนาคือความเชื่องมงายที่จะเข้ากับวิทยาศาสตร์ไม่ได้เลย

บรรดาปัญญาชนหรือผู้ที่มีการศึกษาระดับสูงส่วนใหญ่คงคุ้นเคยวิธีการของวิทยา-ศาสตร์ มีความรู้อย่างละเอียดในด้านนี้ แต่อาจจะมีความรู้น้อยเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งทำให้เกิดช่องว่าง หรือขาดความสมดุลระหว่างความรู้สองประเภท ประเภทหนึ่งมีเหตุมีผล อีกประเภทหนึ่งมีแต่ความเชื่อที่ขาดรากฐานลึก ๆ จากนั้นมีแนวโน้มว่าจะไว้ใจวิทยา-ศาสตร์มากกว่าศาสนา
จุดประสงค์ของบทความนี้คือ การแสดงว่าวิทยาศาสตร์ไม่ขัดแย้งกับศาสนา ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อหรือการยอมรับพระเป็นเจ้า ก่อนอื่นเราจะพิจารณาจุดเริ่มของศาสนา ข้อที่สองจะพูดถึงเป้าหมายและขอบเขตของวิทยาศาสตร์และสุดท้ายเราจะดูว่าเหตุผลหรือพื้นฐานของศาสนา และโดยเฉพาะของการยอมรับพระเป็นเจ้าอยู่ที่ไหน วิทยาศาสตร์และศาสนาไม่เป็นศัตรูกันเป็นความรู้สองระดับที่แตกต่างกัน
จุดเริ่มของศาสนา
เราขอพิจารณาเรื่องศาสนานี้ ตามแนวคิดของปรัชญา เมื่อเราพูดถึงจุดเริ่มนี้ เราไม่ต้องการอธิบายว่า ศาสนาได้เกิดมาอย่างไรในประวัติศาสตร์ทางเดิมของมนุษยชาติ นักวิชาการฝ่ายมนุษยวิทยาสังเกตว่า สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของมนุษย์ คือพิธีทางศาสนา เกี่ยวกับธรรมชาติหรือเกี่ยวกับผู้ตายซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่า ศาสนาเป็นคุณลักษณะประจำของมนุษย์ตั้งแต่ต้น ในแง่มุมของปรัชญา เราอยากจะดูว่า ทำไมต้องมีศาสนา มีอะไรบ้างที่จะเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์คิดว่า ต้องมีพระเป็นเจ้า หรือเทวดา หรือผี ที่อยู่สูงกว่ามนุษย์ เหนือธรรมชาติ ทำไมมนุษย์เกิดความรู้สึกว่าต้องเคารพบูชาเทพเจ้าเหล่านั้น
นักปรัชญาบางคนของสมัยปัจจุบัน มีทฤษฎีเกี่ยวกับสาเหตุของศาสนานี้ที่ส่งเสริม อเทวนิยม คือในสมัยโบราณ มนุษย์ได้มีความคิดว่าต้องมีพระเป็นเจ้าหรือเทพเจ้า เป็นผู้ควบคุมธรรมชาติและชีวิตมนุษย์ แต่สมัยนี้ที่มนุษย์ได้พัฒนาวิทยาศาสตร์แล้ว ไม่ต้องมีพระเป็นเจ้า มนุษย์สามารถที่จะควบคุมธรรมชาติด้วยตนเอง

อาทิเช่น บรรดาปฏิฐานนิยม ( Positivism : ทฤษฎีที่ว่าความรู้ได้จากการรับโดยตรงมากกว่าการเทียบเคียง ) ยกย่องคุณภาพและประสิทธิภาพของวิทยา-ศาสตร์ในสมัยปัจจุบัน Auguste Comte ได้ตั้งทฤษฎีของ 3 ยุค ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ยุคแรกคือยุคของศาสนา มนุษย์อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งในธรรมชาติหรือในชีวิตของตนว่า มีเทพเจ้าเป็นต้นเหตุ เทพเจ้าทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือลง ทำให้ฝนตกหรือลมพัด ทำให้มีแม่น้ำไหล และทำให้ต้นไม้บังเกิดผล ชีวิตของคนก็เช่นเดียวกัน โชคชะตา ความสุข ความทุกข์ของแต่ละคนอยู่ในความดูแลของพระเจ้า เป็นเทพเจ้าที่ทำให้คนเกิดเป็นโรคหรือตาย เมื่อมนุษย์ได้ใช้ความคิดตามเหตุตามผล ก็ถึงยุคที่สองคือยุคของปรัชญา โดยเฉพาะอภิปรัชญา นักปรัชญาไม่ได้ใช้พระเจ้าเพื่อจะอธิบายโลก แต่เริ่มใช้หลักตามเหตุผล มีการพูดถึงหลักสำคัญ ๆ ของปรัชญา เช่นสารัตถะและอัตถิภาวะ กัตตุภาวะและศักยภาพ ซึ่งสามารถให้เหตุผลสำหรับการเคลื่อนไหวของธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยพระเจ้าแล้ว แต่สมัยปัจจุบันเป็นยุคที่สามที่ไม่ได้ใช้ศาสนาหรือปรัชญาแล้ว มีวิทยาศาสตร์ที่ใช้การสังเกต การทดลองและการพิสูจน์ วิธีการของวิทยาศาสตร์นี้แน่นอนกว่าศาสนาหรือปรัชญา เพราะว่าไม่เป็นจินตนาการ ไม่เป็นนามธรรมแล้ว มันตรงกับประสบการณ์ และสามารถใช้ได้เพื่อจะทำให้เกิดผล วิทยา-ศาสตร์แสดงถึงความสามารถและประสิทธิภาพของมนุษย์ มนุษย์เริ่มควบคุมธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยพระเจ้าแล้ว ยุคที่สามนี้คือความสมบูรณ์ของมนุษย์ และการขับไล่ทั้งศาสนาและอภิปรัชญาตามแนวคิดของ Comte นี้ ศาสนาเกิดขึ้นเพราะอวิชาของมนุษย์ เป็นผลของจินตนาการ ของผู้ที่ยังขาดความรู้ เมื่อวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นแล้ว คนก็มีความรู้แท้ และทิ้งจินตนาการนี้ไปเลย

Feuerbach ได้มีความคิดตามแนวเดียวกัน มนุษย์ต้องอาศัยธรรมชาติเพื่อจะดำเนินชีวิตได้ สำหรับอาหารการกิน การแต่งกายหรือที่อยู่อาศัย มนุษย์ต้องใช้พืช สัตว์ และทรัพยากรธรรมชาติ แต่สภาพนี้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนหรือความกลัว และความรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ ไม่มีความสามารถอะไรเลย เพื่อจะมีข้าวกินต้องมีน้ำ ถ้าหากว่าอากาศแห้งแล้ง จะไม่มีข้าว แต่เมื่อไม่มีฝน มนุษย์ไม่สามารถทำให้มี ดังนั้นมนุษย์คิดว่ามีพระเจ้าเป็นผู้บังคับธรรมชาติและมนุษย์เริ่มสวดภาวนา ถวายบูชาแด่พระเจ้า เพื่อจะขอให้พระองค์ทำสิ่งที่มนุษย์อยากทำแต่ทำไม่ได้ นี้คือสาเหตุของศาสนา แต่ตามความคิดของ Feuerbach ศาสนานี้เป็นสิ่งที่อันตรายและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของมนุษย์ ตราบใดที่มนุษย์ต้องอาศัยอำนาจของพระเป็นเจ้านี้ มนุษย์จะอยู่ในสภาพกลัว ไม่เป็นตัวของตัวเอง และไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของตน เพื่อจะเป็นนายเหนือธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเราต้องทิ้งศาสนาที่ทำให้เราเป็นทาส ต้องเข้าใจว่าอำนาจหรือคุณภาพต่าง ๆ ที่เราได้คิดว่าเป็นของพระเจ้านั้น ที่จริงเป็นคุณภาพของมนุษย์ เราควรจะพัฒนาคุณภาพต่างๆ นี้เพื่อจะทำให้เราเป็นนายเหนือตนเองและเหนือธรรมชาติ

ตามลัทธิของบรรดานักปรัชญาแบบนี้ ศาสนาเป็นท่าทีที่ล้าสมัยแล้วเป็นโลกทัศน์ของผู้ที่ยังเป็นเด็ก ขาดความรู้ ขาดความสามารถ ศาสนาได้เกิดขึ้นเพราะว่ามนุษย์ขาดความรู้และอำนาจ แต่เวลานี้ที่วิทยา-ศาสตร์ให้ความรู้และอำนาจมนุษย์ทิ้งศาสนาเลย ศาสนาและวิทยาศาสตร์เข้ากันไม่ได้

เราควรพิจารณาแนวคิดของปฏิฐานนิยมหรือของ Feuerbach ให้ดีหน่อย มีจุดหนึ่งที่จะรับว่าถูกต้อง คือศาสนาและการยอมรับว่ามีพระเป็นเจ้านั้น อยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ของมนุษย์เกี่ยวกับขอบเขตจำกัดของตัวเอง การยอมรับนับถือสิ่งสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นพระเป็นเจ้า ธรรม เทพเจ้าหรือผี อยู่พร้อมกันความสำนึกว่าตัวมนุษย์เองไม่สมบูรณ์ ควบคุมชีวิตของตนหรือธรรมชาติรอบข้างทั้งหมดไม่ได้ ความสำนึกนี้มาจากประสบการณ์หลายอย่าง มนุษย์ไม่สามารถบังคับให้เหตุการณ์ต่าง ๆ ของธรรมชาติไปตามความต้องการของตน เราพึ่งจะมีประสบการณ์อย่างนี้กับเหตุการณ์น้ำท่วม แต่ไม่มีเพียงแต่ประสบการณ์เกี่ยวกับธรรมชาติแต่อย่างเดียว เพราะในเขตนี้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยขยายอำนาจ และความสามารถของมนุษย์ แต่เรายังมีประสบการณ์แบบอื่น ๆ ที่แสดงถึงความจำกัดของมนุษย์ และวิทยาศาสตร์ช่วยไม่ได้ คือความสงสัยเกี่ยวอนาคตที่ไม่แน่นอน ความหมายของความทุกข์หลายชนิด และโดยเฉพาะความตาย วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าเท่าไรไม่ว่าคงจะให้คำตอบกับปัญหาแบบนี้ไม่ได้เลย และความสำนึกถึงความจำกัดนี้ ทำให้มนุษย์แสวงหาความหมายและคำตอบนอกจากตัวเอง คิดว่าต้องอาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สูงกว่าตัวเอง และความคิดแบบนี้เป็นจุดเริ่มอย่างหนึ่งของศาสนา
นอกจากประสบการณ์ที่อธิบายมาแล้วนี้ ยังมีสิ่งหนึ่งที่ปฏิฐานนิยมมองข้ามเลย คือ การติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น นักปรัชญาสมัยปัจจุบันหลายท่าน ได้เริ่มจากความสัมพันธ์นี้เพื่อจะอธิบายความหมายและเหตุผลของศาสนา มนุษย์ทุกคนต้องการที่จะเปิดตัวเอง สร้างความสัมพันธ์เป็นมิตรกับผู้อื่น และการให้ความเคารพและความรักต่อผู้อื่นนั้น เป็นวิธีการพัฒนาตัวเอง เพื่อจะเป็นตัวของตัวเอง มนุษย์ทุกคนต้องการความสัมพันธ์หรือมิตรภาพกับผู้อื่นด้วย ความรักเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตของเรา ความสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือการยอมรับแนวคิดของผู้อื่นที่แตกต่างจากแนวคิดของฉัน ทำให้ฉันสำนึกว่า ฉันเองยังไม่รู้ทุกอย่างไม่เป็นจุดศูนย์กลางของทุกอย่าง ความรู้ของฉันไม่ใช่ความจริงทั้งครบ เพราะว่าผู้อื่นมองความจริงในแง่ที่แตกต่างจากฉัน เรื่องนี้คือประสบการณ์ชนิดหนึ่งที่ทำให้เรายอมรับว่า ความจริง ความดี ทั้งครบอยู่สูงกว่าเรา เป็นความสำนึกถึงขอบเขตจำกัดของมนุษย์ในอีกรูปหนึ่ง และเป็นทางทำให้มนุษย์ยอมรับว่า จำเป็นต้องเปิดตัวเองสัมพันธ์กับสิ่งอื่นหรือผู้ที่เป็นความจริงและความดีสูงสุด นี้เป็นหนทางอีกอย่างหนึ่งของศาสนาและความเชื่อในชีวิตมนุษย์ ที่ปฏิฐานนิยมไม่ได้พิจารณา
IP : บันทึกการเข้า
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« ตอบ #9 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 14:05:35 »

2. ทำไมวิทยาศาสตร์เป็นปัญหา
เนื้อหา ของศาสนาและเนื้อหาของวิทยา-ศาสตร์แตกต่างกันมาก ทั้งสองอยู่ต่างระดับ และไม่น่าจะมีการกระทบต่อกันและกัน แต่ถ้าหากว่าเราจะมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวคิดของหลาย ๆ คน เราก็เห็นว่าคนใช้วิทยา-ศาสตร์เป็นการต่อต้านศาสนา ตามรูปแบบของปฏิฐานนิยม ที่ใช้ข้อมูลของวิทยาศาสตร์เพื่อจะปฏิเสธพระเป็นเจ้า แน่นอนประสิทธิภาพของวิทยาศาสตร์ ทั้งในการอธิบายให้เหตุผล และในด้านปฏิบัติและการประยุกต์เพิ่มความสำคัญ และน้ำหนักของมันในโลกทัศน์ของมนุษย์ในสมัยปัจจุบัน แต่ทำไมบางคนสรุปว่าโลกทัศน์ของศาสนาเป็นเพียงแต่จินตนาการหรือภาพหลอกตา ? เราจะขออ้างถึงสามประการช่วยให้คำตอบบ้าง
ประการแรกเกี่ยวข้องกับวิธีการเฉพาะของวิทยาศาสตร์ เมื่อวิทยาศาสตร์สังเกตค้นคว้าและอธิบายปรากฏการณ์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของจักรวาลหรือชีววิทยา จำเป็นต้องอยู่ภายในวงของสิ่งที่สัมผัสและทดลองได้ พระเป็นเจ้าหรือสิ่งที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติ ก็อยู่นอกเหนือวิธีการของวิทยาศาสตร์ด้วย หมอที่กำลังพิจารณาคนป่วย จำเป็นต้องหาเหตุผลของโรคในระบบโครงสร้างของร่างกาย ถ้าจะบอกว่าโรคมาจากพระเป็นเจ้าหรือเป็นผีที่ทำให้เกิดขึ้น หมอออกจากวิธีการของวิชาแพทยศาสตร์ เช่นเดียวกันผู้ที่พยากรณ์อากาศต้องหาเหตุผลของพายุที่เกิดขึ้นในกฎของธรรมชาติเอง โดยไม่ต้องอ้างถึงพระเป็นเจ้า แต่วิธีการนี้ ไม่ได้แสดงหรือพิสูจน์ว่า ไม่มีพระเป็นเจ้า สิ่งเดียวที่ปรากฏนี้คือการมีอยู่ของพระเป็นเจ้าอยู่นอกขอบเขตของวิทยาศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ไม่ควรจะใช้ข้อมูลของวิทยา-ศาสตร์เพื่อจะยืนยันหรือปฏิเสธสิ่งที่อยู่นอกขอบค่ายของมัน

อีก ประการหนึ่งขึ้นกับวัฒนธรรมประเพณีของโลกตะวันตก แนวความคิดของชาวตะวันตกไปตามรูปแบบของเหตุผลนิยม ในด้านความรู้คนยุโรปต้องการเข้าใจ ต้องสามารถให้เหตุผลหรือพบข้อพิสูจน์สำหรับทุกอย่างได้ ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาก็เช่นเดียวกัน นักปรัชญาส่วนใหญ่ได้พยายามหาเหตุผลหรือพิสูจน์การมีอยู่ของพระเป็นเจ้า เมื่อได้เจอประสิทธิภาพของวิธีการต่างๆทางวิทยาศาสตร์ในการให้เหตุผล และข้อพิสูจน์แล้ว ได้มีแนวโน้มที่จะใช้วิธีเดียวกัน เพื่อจะพิสูจน์พระเป็นเจ้าได้ แต่เมื่อสังเกตว่าวิธีนั้น ไม่สามารถพิสูจน์ได้แล้ว คงจะปล่อยให้ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อแต่อย่างเดียว คือเรื่องของความรู้สึกส่วนตัว ถ้าหากว่าพระเป็นเจ้าและข้ออื่นของศาสนาเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ไม่ได้แล้ว ตามที่ Kant ได้แสดงในการวิเคราะห์ความรู้ของมนุษย์ ก็ทำให้เกิดแนวโน้มว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระ ถ้าไม่มีเหตุผลก็ควรจะทิ้งไปเลย สิ่งที่เป็นความจริงคือสิ่งที่มีเหตุผลแต่อย่างเดียว และเนื่องจากว่าการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ สามารถให้เหตุผลสำหรับหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยเป็นข้อลึกลับในสมัยก่อน หลายคนคิดว่าขอบเขตของความเชื่อหรือศาสนานั้น แคบลงมากขึ้นทุกวัน เริ่มมีการยืนยันว่า ทีละนิดทีละน้อยวิธีการของวิทยาศาสตร์จะสามารถอธิบายทุกสิ่งได้ ถ้ามนุษย์ได้ใช้ศาสนาและพระเป็นเจ้าเพื่อจะอธิบายสิ่งที่ไม่มีเหตุผล วันหนึ่งจะมาถึงแล้วที่เราจะไม่ต้องการพระเป็นเจ้าแล้ว เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะมีเหตุผลอย่างชัดแจง สำหรับคนที่มีแนวคิดเหตุผลนิยมแบบนี้ ศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้อยู่แล้ว จะต้องสลายไป และวิทยาศาสตร์จะต้องขึ้นมาแทน
ประการ ที่สาม คือ ความคิดที่เรามีเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า ผู้ที่เชื่อถึงพระเป็นเจ้านั้น มองดูพระเป็นเจ้าอย่างไร มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือความเข้าใจถึงพระเป็นเจ้าหลายครั้ง แสดงออกในรูปแบบที่เป็นการชดเชยความจำกัดของวิทยาศาสตร์ หลายคนคงจะยอมรับวิธีการและผลของวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อจะพบปัญหาที่วิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้ ก็จะบอกว่าเหตุผลหรือการตอบคือพระเป็นเจ้า เช่นเรื่องจุดเริ่มของมนุษยชาติ คงยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการโดยทั่วไป แต่เมื่อจะพบปัญหาเรื่องการต่อเนื่องจากสัตว์ถึงมนุษย์ จะเห็นว่าวิทยาศาสตร์ยังมีปัญหาในการหาข้อมูลพอที่จะยืนยันว่า มนุษย์มาจากสัตว์ หลายคนคงจะบอกว่ามนุษย์ไม่ได้มาจากสัตว์ แต่มาจากพระเป็นเจ้า คือพระเป็นเจ้าได้สร้างมนุษย์โดยตรง ความคิดแบบนี้คงจะทำให้เกิดการเข้าใจผิด คือทำให้พระเป็นเจ้าเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งภายในกระบวนการของธรรมชาติ ความคิดแบบนี้เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์จะรับไม่ได้ เพราะว่าไม่มีทางที่พระเป็นเจ้าจะเป็นปรากฏการณ์เหมือนปรากฏการณ์อื่น ๆ ของธรรมชาติที่สังเกตหรือสัมผัสได้ พระเป็นเจ้าคงเป็นสาเหตุสร้างมนุษย์ขึ้นมา แต่เป็นสาเหตุที่อยู่นอกกระบวนการของธรรมชาติ ไม่มีทางที่นักวิทยาศาสตร์จะพบพระเป็นเจ้าในการสังเกต วิเคราะห์หรือทดลองปรากฏการณ์ทางกายภาพ เช่นเดียวกันวิธีพิสูจน์การมีอยู่ของพระเป็นเจ้าที่อยากแสดงว่า พระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลกจักรวาล เป็นข้อพิสูจน์ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยยอมรับ เราอาจจะเปรียบเทียบโลกจักรวาลที่ซับซ้อนมากและมีระเบียบกับเครื่องจักร นาฬิกาหรือบ้านใหญ่โตและสวยงาม เครื่องจักรนาฬิกาหรือบ้านนั้นต้องมีคนวางแผนและสร้างไว้ให้เป็นแบบนี้ เช่นเดียวกัน โลกจักรวาลต้องมีผู้ใดผู้หนึ่งวางแผนและสร้างไว้และผู้นี้แหละคือพระเป็น เจ้า นักปรัชญาหลายคนได้ตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการเปรียบเทียบนี้ว่าไม่เพียงพอและใช้ได้ยาก ข้อพิสูจน์นี้ทำให้คิดว่าต้องมีปฐมเหตุของโลกก็จริง แต่ไม่มีอะไรที่แสดงว่าปฐมเหตุนี้มีลักษณะที่แตกต่างจากสาเหตุอื่น ๆ ทางกายภาพ ยังไม่มีอะไรที่แสดงว่าผู้ที่เป็นปฐมเหตุนั้นเป็นผู้เดียวกับพระเป็นเจ้าที่ ศาสนาเคารพนับถือ มีวิธีใช้การพิสูจน์แบบนี้ที่ไม่ได้แตกต่างจากวิธีการของวิทยาศาสตร์ และคนที่มีเหตุผลเพียงแต่แค่นี้ เพื่อจะเชื่อถึงพระเป็นเจ้า คงได้รับการกระทบมากจากการก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ ข้อพิสูจน์ตามเหตุตามผลแบบนี้อาจจะมีประโยชน์น้อยทีเดียว และยังไม่เพียงพอเพื่อจะสร้างพื้นฐานที่แน่นอนสำหรับความเชื่อถึงพระเป็น เจ้า
ข้อสังเกตทั้งสามประการนี้ แสดงว่าวิทยาศาสตร์และศาสนาไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ตราบใดที่จะอยู่ภายในวิธีการและขอบค่ายของวิทยาศาสตร์ คงไม่มีทางที่จะพบพระเป็นเจ้าหรือหลักสำคัญของศาสนาพระเป็นเจ้าหรือสิ่งสูง สุดที่มีความสำคัญในชีวิตมนุษย์และทำให้ชีวิตนั้นมีความหมาย ก็เป็นอุตรภาพ คืออยู่นอกเหนือเขตของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่จะสัมผัสได้ และเพื่อจะมุ่งไปถึงระดับของอุตรภาพนั้นจำเป็นต้องใช้วิธีการที่ไม่เป็นวิธีของวิทยาศาสตร์
3. หนทางไปสู่ศาสนาหรือพระเป็นเจ้า
เนื้อหา และวิธีการของวิทยาศาสตร์ในตัวมันเอง ไม่สามารถนำเราไปถึงพระเป็นเจ้าหรือโลกทัศน์ของศาสนา ถ้าเราไม่ยอมออกจากระบบของวิทยาศาสตร์ ก็ไม่มีทางที่จะพบเหตุผลพอเพื่อส่งเสริมหรือเป็นพื้นฐานของความเชื่อ แต่ไม่ควรสรุปว่าศาสนาหรือความเชื่อเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลเลย เราควรจะค้นหาเหตุผลที่อื่น โดยใช้วิธีการแบบอื่น

ที่นี่น่าจะสังเกตว่าชาวตะวันออก ชาวเอเชียโดยทั่วไปแตกต่างจากโลกตะวันตก เราได้บอกก่อนว่าชาวตะวันตกเน้นเรื่องเหตุผล อย่างมากทีเดียวและเราได้บอกด้วยว่า นิสัยแบบนี้คงจะเกิดเป็นอุปสรรคต่อศาสนา ก็เมื่อจะถือว่าเหตุผลที่มีคุณค่าและรับได้มีชนิดเดียวคือเหตุผลทางวิทยา ศาสตร์ท่าทีแบบนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนทิ้งศาสนา เพราะว่าเขาถือว่าศาสนาไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม

ในวัฒนธรรมของชาวเอเชีย เราพบแนวคิดและวิธีวางตัวอีกแบบหนึ่ง แน่นอนวิทยา- ศาสตร์ได้เข้ามาในวัฒนธรรมของเอเชีย และได้มีอิทธิพลอย่างมากมายทำให้วัฒนธรรมนั้นเปลี่ยนไปด้วย อาจจะมีบางคนที่คิดว่าศาสนาและวิทยาศาสตร์เข้ากันไม่ได้ก็จริง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบนี้ ถึงแม้ว่าวิทยา-ศาสตร์และเทคโนโลยีได้พัฒนาขึ้น แต่ศาสนายังไม่ได้สลับไป เมื่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ต้องมีพิธีทางศาสนาในวันเปิดโรงงานนั้น ถ้าสายการบินซื้อเครื่องบินใหม่จะมีพิธีทางศาสนาเสกเครื่องบินใหม่นั้นด้วย ยิ่งกว่านั้นอีกมีบางคนที่มีความรู้ ความสามารถสูงในด้านวิชาการระดับปริญญาเอกแต่ยังปฏิบัติตามรูปแบบของประเพณี เดิม ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับความรู้ด้านวิชาการ การปฏิบัติแบบนี้ที่ทำให้ศาสนาและวิทยาศาสตร์อยู่พร้อมกันแสดงว่าระบบวิทยา ศาสตร์และระบบศาสนาอยู่คนละระดับ ไม่ขัดแย้งกัน ถ้าวิทยาศาสตร์ใช้เหตุผลเป็นหลักสำคัญ ศาสนาคงใช้ความรู้สึกมากกว่า ศาสนาเป็นส่งที่ทำให้เกิดความสบายใจมากกว่าวิทยา-ศาสตร์ เทคโนโลยีใหม่คงจะนำความสะดวกก็จริง แต่ความหมายของชีวิตหรือโลกทัศน์โดยทั่วไปมาจากศาสนา และการประกอบพิธีทางศาสนานั้นเป็นวิธีช่วยให้เข้ากับโลกทัศน์ ให้เข้าที่ในระบบของจักรวาลและสังคม การประพฤติแบบนี้ในอีกแง่หนึ่งอาจจะแสดงว่า ศาสนาไม่ค่อยต้องการหลักหรือพื้นฐานในด้านเหตุผลแต่อยู่บนพื้นฐานของความ รู้สึกมากกว่า ไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่คงขาดความมั่นคงในตัวเอง เพราะมันขาดพื้นฐานด้านเหตุผล
ในโลกตะวันตกปัจจุบัน ทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญามีความสำนึกมากขึ้นถึงขอบเขตจำกัดของวิทยาศาสตร์ ในงานค้นคว้านักวิทยาศาสตร์มีประสบการณ์โดยตรงกับขอบเขตจำกัดนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถอธิบาย และให้เหตุผลเกี่ยวกับเหตุการณ์ ต่างๆ ของโลกมากขึ้น แต่เขาต้องพบเหตุการณ์บางอย่างที่เขารู้ว่าจะอธิบายไม่ได้ ตราบใดที่เขาใช้วิธีการเฉพาะของวิทยา-ศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกครั้งที่เขาจะพยายามเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ต่าง ๆ นี้ไปตามทางใดทางหนึ่ง ถ้าจะบอกว่ามันเกิดมาอย่างนี้โดยบังเอิญก็เท่ากับว่าไม่ตอบ เรื่องของวิวัฒนาการเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายถึงกระบวนการของมันคือมันเกิดขึ้นอย่างไร แต่เมื่อจะสงสัยว่าทำไมวิวัฒนาการนี้มุ่งไปถึงชีวิตที่สมบูรณ์ขึ้นทุกทีจนถึงชีวิตมนุษย์เอง เขาไม่มีคำตอบจำเป็นต้องใช้เหตุผลหรือวิธีการคิดแบบอื่น ต้องอาศัยวิธีการของปรัชญา เพราะว่าวิทยาศาสตร์ขาดข้อมูลที่จะตอบปัญหานี้ได้ ประสบการณ์แบบนี้ช่วยยอมรับว่าความรู้ของเรามีหลายรูปหลายวิธี วิธีการของวิทยา-ศาสตร์ไม่เป็นวิธีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีประสิทธิภาพมากในเขตของมัน แต่ยังจำเป็นต้องยอมรับและเคารพวิธีการอื่น ๆ และสุดท้ายวิทยาศาสตร์และศาสนาจะอยู่ด้วยกันได้ เมื่อจะเคารพเอกลักษณ์ของแต่วิธีการรู้

Teilhard de Chardin เป็นนักปราชญ์คนหนึ่งของสมัยปัจจุบันที่ได้ช่วยให้วิทยา-ศาสตร์และศาสนาคืนดีกัน ท่านได้ศึกษาค้นคว้าในด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องของวิวัฒนาการ และท่านได้แสดงว่าข้อมูลหรือข้อสรุปต่าง ๆ ของวิทยาศาสตร์นี้ ไม่เป็นอุปสรรคต่อความเชื่อถึงพระเป็นเจ้า ยิ่งกว่านั้นอีก กลับมาเป็นหนทางช่วยให้มีความเข้าใจและความรู้ที่ถูกต้องมากขึ้นเกี่ยวกับพระเป็นเจ้าผู้สร้างโลกวิทยาศาสตร์ไม่ได้พิสูจน์ว่าไม่ต้องมีพระเป็นเจ้า แต่กลับมาเป็นวิธีแสดงว่า พระองค์ทรงสร้างโลกจักรวาล พืช สัตว์ และมนุษย์ โดยอาศัยพลังที่มีอยู่ในธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติเป็นวิธีการที่พระเป็นเจ้าทรงใช้เพื่อจะสร้างโลก ให้มีรูปแบบที่เราเห็นทุกวันนี้

สรุป: ศาสนาและวิทยาศาสตร์ไม่ขัดแย้งกัน
วิทยา ศาสตร์และศาสนามีบทบาทเป้าหมายและวิธีการที่แตกต่างกัน ถ้าหากว่าเรายอมรับความแตกต่างนั้น ไม่มีปัญหาที่จะทำให้ความรู้หรือความคิดทั้งสองอย่างนี้เข้ากันได้ เริ่มมีปัญหาและการขัดแย้งกัน เมื่อใช้วิธีการของระดับหนึ่ง เพื่อจะอธิบายหรือตอบคำถามของอีกระดับหนึ่ง เราขอเปรียบเทียบกับรถยนต์และคนขับรถ ระบบเครื่องและโครงสร้างของรถยนต์เป็นเรื่องหนึ่ง และการใช้หรือการขับรถเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเกิดมีอุบัติเหตุเพราะความผิดของคนขับรถ ไม่ควรจะโทษผู้สร้างรถหรือระบบเครื่อง สาเหตุของอุบัติเหตุคือคนที่ขับรถไม่ชำนาญหรือขับรถไม่เป็น ตรงกันข้ามมีบางกรณีที่อุบัติเหตุเกิดขึ้น เพราะสภาพของรถไม่ดี ผู้ที่ขับรถอาจจะมีความสามารถและความชำนาญมาก แต่อุบัติเหตุคงเกิดขึ้นเพราะว่ามีข้อบกพร่องในระบบเครื่องหรือโครงสร้างของ รถยนต์ ในกรณีนี้เราจะโทษคนขับรถไม่ได้ ความผิดอาจจะอยู่ที่ผู้สร้างรถหรือช่างซ่อมรถ เครื่องยนต์และการขับรถเป็นสองระบบที่แตกต่างกัน ถ้าเราเห็นคนหนึ่งที่ขับรถไม่เป็นพบกับอุบัติเหตุรุนแรงเมื่อขับรถเบนซ์ และเราสรุปว่ารถเบนซ์ ไม่มีคุณภาพ แน่นอนเราคงสรุปผิดแล้ว เมื่อบางคนใช้ข้อมูลของวิทยาศาสตร์เพื่อปฏิเสธคุณค่าของศาสนาหรือการมีอยู่ ของพระเป็นเจ้า เขาสรุปผิดเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทและวิธีการเฉพาะของทั้งสองระดับ นักปรัชญาบางคนไปตามรูปแบบของ Feuerbach หรือพวกปฏิฐานนิยมและถือว่าศาสนาหรือพระเป็นเจ้าเป็นหนทางให้คำตอบสำหรับปัญหาที่วิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้ แต่ทัศนคติแบบนี้เป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสนาเป็นการใช้ศาสนาเพื่อชดเชยความจำกัดของวิทยาศาสตร์ แต่ศาสนาไม่เป็นอย่างนี้

แนวคิดของบุคคลนิยมช่วยให้พ้นจากปัญหาแบบนี้ วิธีการของนักปรัชญาบุคคลนิยม ไม่ได้พยายามใช้วิทยาศาสตร์เลย จุดเริ่มอยู่ที่มนุษย์เอง มนุษย์ในฐานะที่เป็นบุคคลมีคุณลักษณะอย่างไรบ้าง มีอะไรที่เป็นส่วนประกอบหรือเงื่อนไขสำหรับการดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์ วิธีนี้เป็นการเปิดหนทางนำไปสู่ศาสนา เพราะว่าชีวิตมนุษย์ไม่เป็นเพียงแต่เรื่องชีววิทยา ชีวิตเป็นข้อลึกลับชนิดหนึ่งที่ต้องมีความหมาย ต้องมีเป้าหมายที่อยู่นอกวงของกายภาพ ในอีกแง่หนึ่ง บุคคลนิยม ( G. Marcel, E.Mounier, P.Ricoeur) สังเกตว่า การดำเนินชีวิตคือการพัฒนามุ่งไปถึงความสมบูรณ์ มนุษย์แต่ละคนยังขาดความสมบูรณ์ครบครันในการเป็นบุคคลคือในความรู้ ในเสรีภาพการเป็นตัวของตัวเอง และความสมบูรณ์ครบครันนี้จะเกิดมาไม่ได้ ถ้าเราไม่ได้เปิดตัวเอง สัมพันธ์กับผู้อื่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเป็นต้องสัมพันธ์กับผู้ที่สมบูรณ์กว่ามนุษย์ ผู้ที่อยู่เหนือมนุษย์ เหนือโลก และที่สมบูรณ์อยู่แล้วแน่นอนแต่ละศาสนาจะเข้าใจผู้สมบูรณ์นี้ตามรูปแบบที่แตกต่างกัน อาจจะเรียกว่า "ธรรม" และ "นิพพาน" หรือจะเรียกว่า "พระเป็นเจ้า" แต่ทุกศาสนาบอกว่ามนุษย์ต้องสัมพันธ์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือผู้ใดผู้หนึ่งที่อยู่เหนือมนุษย์เหนือโลก เป็นการตอบสนองความปรารถนาที่อยู่ลึก ๆ ในจิตใจของมนุษย์ และเป็นพละกำลังทำให้มนุษย์ดำเนินชีวิตมุ่งไปสู่ความสมบูรณ์ ที่นี่เราอยู่ห่างไกลจากเขตของวิทยาศาสตร์แล้ว แต่จำเป็นต้องขึ้นไปถึงระดับนี้เพื่อจะพบความหมายแท้ของศาสนา คือการมอบเป้าหมายสำหรับชีวิตมนุษย์
IP : บันทึกการเข้า
jirapraserd
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 656


« ตอบ #10 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 16:10:19 »

พระเยซู กับ พระเจ้าของชาวคริส  เป็นองค์เดียวกันหรือปล่าวครับ
IP : บันทึกการเข้า
>:l!ne-po!nt:<
~: ดาบราชบุตร :~
ผู้ดูแลบอร์ด
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,254

~>: แขกดอย :<~


« ตอบ #11 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 21:38:38 »

พระเยซู กับ พระเจ้าของชาวคริส  เป็นองค์เดียวกันหรือปล่าวครับ

ไม่ใช่มั้งครับ
IP : บันทึกการเข้า

!!!!!  กว่า ๑,๑๐๐ กม.จากยอดดอยสู่ทะเล...ตะวันออก  !!!!!

www.facebook.com/1100kilometer

||||| ธรรมชาติสร้างอากาศบริสุทธิ์    ส่วนมนุษย์นั้นสร้างอาวุธเพื่อทำลาย |||||
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« ตอบ #12 เมื่อ: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2013, 22:30:42 »

1.พระบิดาคือพระเจ้า
2.พระบุตรคือพระเยซูคริสต
3.พระวิญญาณคือพระวิญญาณบริสุทธิ์
            3สิ่งนี้เป็นองค์เดียวกัน (สามในหนึ่ง) แค่เรียกชื่อต่างกันเท่านั้นแต่เป็นคนๆเดียวกันครับคือพระเจ้า
ยกตัวอย่างเช่น ไข่ไก่ 1 ฟองมีองค์ประกอบ3สิ่ง คือ 1.เปลื่อกไข่ 2.ไข่ขาว และ3.ไข่แดง(สามในหนึ่ง)ผลลัพธ์ออกมาเป็นไข่1ฟอง ครับ
IP : บันทึกการเข้า
jirapraserd
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 656


« ตอบ #13 เมื่อ: วันที่ 08 กุมภาพันธ์ 2013, 14:14:44 »

สรุปแล้ว   แก่นแท้ของศาสนาคริสต์ คืออะไรครับ
             หมายถึง เป้าหมายอันสูงสุดในศาสนาคริสต์
IP : บันทึกการเข้า
God love thailand
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,000


« ตอบ #14 เมื่อ: วันที่ 08 กุมภาพันธ์ 2013, 16:40:43 »

แ่ก่นของศาสนาคริสต์ คือ เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ช่วยมนุษย์โลกให้หลุดพ้นจากเว้นกรรมครบ (ได้รับความรอดไปอยู่ฟ้าสวรรค์ครับ)
IP : บันทึกการเข้า
jipjip08
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 311



« ตอบ #15 เมื่อ: วันที่ 08 กุมภาพันธ์ 2013, 17:28:21 »

อยากรู้ว่าทำผิดแล้วสารภาพบาป  เราจะไม่บาปแล้วหรอครับ
IP : บันทึกการเข้า
nantong
ปั๋น กั๋นฮู้ แล้วก่อยเอาไปกึ๊ดอ่าน กั๋น แหมกำ อาจมีผิดถูก ฯ
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,584



« ตอบ #16 เมื่อ: วันที่ 09 กุมภาพันธ์ 2013, 00:50:58 »

ระวัง  มาร  หรือ  ลูซิเฟอร์  แอบแฝง  มาให้ เราขัดใจ  ขัดแย้ง กันด้วยนะ
IP : บันทึกการเข้า

หนานขี้อู้หำยาน : นายจิราวัฒน์  โสรัจพงศ์เกษม / หนานธง   อีเมล : k e n g k a b h e n g @ g m a i l . c o m    มือถือ  081 777  51 76
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
เรื่องที่น่าสนใจ
 

ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!