เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 19 มกราคม 2022, 18:12:58
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ธุรกิจบริการ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : https://forums.chiangraifocus.com/index.php?topic=1025412.0

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  ศาสนา กิจกรรมทางวัด (ผู้ดูแล: ap.41, ลุงหนาน)
| | |-+  เชิญร่วมงานออกนิโรธกรรมพระครูบาเหนือชัยปี2556
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน เชิญร่วมงานออกนิโรธกรรมพระครูบาเหนือชัยปี2556  (อ่าน 2270 ครั้ง)
big123
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: วันที่ 03 มกราคม 2013, 00:07:18 »

ขอเชิญท่านสาธุชนร่วมงานบุญออกนิโรธกรรม ของพระครูบาเหนือชัย โฆสิโต. ประจำปี ๒๕๕๖
วันเสาร์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๖
ณ สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำป่าอาชาทอง
ตำบลศรีคำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

กำหนดการงานออกนิโรธกรรม
วันเสาร์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๖
๐๕:๓๐ น. - พระครูบาเหนือชัย ออกจากถ้ำม้าอาชาทองที่เข้านิโรธกรรม
๐๖:๐๐ น. - พระครูบาเหนือชัยรับบิณฑบาต
๐๙:๐๐ น. - ทำพิธีบวงสรวง
๐๙:๓๐ น. - อาราธนานิมนต์พระเถรานุเถระขึ้นประจำที่อาสน์สงฆ์
๑๐:๐๐ น. - สวดเจริญพระพุทธมนต์ – สืบชะตา
- ตัวแทนฝ่ายฆราวาสนำกล่าวถวายสังฆทาน ปัจจัยไทยธรรม และภัตตาหารแต่พระภิกษุ
- พระภิกษุสงฆ์กล่าวอนุโมทนกถา
๑๑:๑๙ น. - นิมนต์พระเถรานุเถระฉันภัตตาหารเพล

ติดต่อสอบถาม ๐๘๗ - ๑๗๗๖๗๖๕ , ๐๘๙ - ๒๓๒๙๕๖๑ , ๐๙๑ – ๒๕๙๕๙๕๖
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.prakeema.com/index.php?mo=5&qid=1042844


* DSC_1246.JPG (106.25 KB, 800x531 - ดู 1340 ครั้ง.)

* art_585632.jpg (102.87 KB, 375x500 - ดู 2002 ครั้ง.)

* IMG_2519.JPG (49.98 KB, 267x400 - ดู 773 ครั้ง.)

* IMG_2620.JPG (56.99 KB, 400x267 - ดู 787 ครั้ง.)

* IMG_2640.JPG (65.93 KB, 400x267 - ดู 797 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 03 มกราคม 2013, 08:53:07 โดย ผึ้งน้อย » IP : บันทึกการเข้า
big123
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 06 มกราคม 2013, 20:13:41 »

 ยิ้มเท่ห์
IP : บันทึกการเข้า
jirapraserd
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651


« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 07 มกราคม 2013, 14:05:10 »

** มีผู้ที่อธิบายไว้ได้อย่างชัดเจน ลองอ่านดู **

"นิโรธสมาบัติ" และ "นิโรธสกรรม" แตกต่างกันอย่างไร   

คำว่า “นิโรธ” นั้น เป็นคำไวพจน์ของนิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสหมายถึงพระนิพพานล้วน ๆ  เช่น อริยสัจ 4  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  นิพพานจึงเป็นกาลวิมุติ  คือพ้นจากกาลทั้ง 3  เป็นขันธวิมุติ คือพ้นจากขันธ์ทั้ง 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

                     ฉะนั้น คำว่า “นิโรธ” จึงหมายถึง สมาบัติที่ จิต เจตสิก และจิตตชรูป ดับสนิท ตลอดเวลาที่ได้อธิฐานไว้ เป็นการดับชั่วคราว ซึ่งจะอยู่ในอิริยาบถเดียว คือ นั่งทำสมาธิตั้งแต่ปฐมฌาน จนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยไม่ไหวติง หรือขยับไปไหนได้ จนกว่าจะถึงระยะเวลาที่ได้อธิฐานจิตไว้

              ในปัจจุบันได้มีพระภิกษุจำนวนมาก แม้กระทั่งแม่ชี หรือที่อ้างว่าเป็นภิกษุณี นั้น ได้ทำพิธีเข้า “นิโรธ”  ที่ผิดไปจากความเป็นจริง  เป็นการแสวงหาเงิน ทรัพย์ สมบัติใส่ตัว มีการโฆษณาว่าจะเข้านิโรธวันนี้ หรือออกนิโรธวันนั้น ๆ ให้มาทำบุญทำทานกับพระอริยะผู้ได้ฌานสมาบัติ หากผู้ใดทำบุญกับพระที่ออกนิโรธแล้ว จะทำให้เป็นเศรษฐีกันในพริบตา เป็นต้น   โดยจัดพิธีส่งเข้าห้องกันอย่างครึกโครม  แท้จริงโดยไม่มีการเข้านิโรธได้ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด  เป็นแต่เพียงไปนั่ง ๆ นอน ๆ ในกุฎิ มีแอร์เย็นสบาย ดื่มน้ำได้ทุกชนิด แม้กระทั่งอาหารครบครัน รอถึงวันที่ได้กำหนดไว้ แล้วออกจากห้องอย่างอ้วนหมีพีมัน ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ราวกะว่า ไปสปามา

              ซึ่งหาดูได้ทาง Internet ได้ ไม่ว่าจะเป็นเวป Youtube หรือ เวปลิงค์ของเจ้าสำนักนั้น ๆ

เพื่อเป็นการเข้าใจเรื่องนี้  ในที่นี้จะกล่าวถึงความหมายของ “นิโรธ”  ที่เป็น “นิโรธสมาบัติ”  ที่เป็น “นิโรธสกรรม” มาพอสังเขป ดังนี้

                     1. นิโรธสมาบัติ ในคัมภีร์พระอภิธรรม นิโรธสมาบัติวิถี คือ วิถีที่มีการดับของจิต เจตสิกและจิตตชรูป มี 1 วิถี
ดังนี้
                                                   ภฺ น ท ม ปริ อุ นุ โค ฌ ฌ – เจตสิกและจิตตชรูปดับ – ผ ภ ภ
              บุคคคลที่สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้นั้น ได้แก่ พระอนาคามี และ พระอรหันต์ที่ได้ฌานสมาบัติ 9 (คือ รูปฌาน 5 และอรูปฌาน 4)  ซึ่งอยู่ในกามสุคติภูมิ 7  และรูปภูมิ 15  (เว้นอสัญญสัตตภูมิ)  เท่านั้น
              พระอนาคามีหรือพระอรหันต์ที่จะเข้านิโรธสมาบัตินั้น ต้องเข้าฌานไปตามลำดับ ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
              การเข้าปฐมฌานถึงวิญญาณัญจายตนฌาน เมื่อออกจากฌานนั้น ๆ  แล้ว ต้องพิจารณาฌานจิต และเจตสิกที่ดับไปแล้ว โดยความเป็นไตรลักษณ์ทุกฌาน  หลังจากนั้น จึงเข้าอากิญจัญญายตนฌาน และเมื่อออกจากอากิญจัญญายตนฌานแล้ว ไม่ต้องเจริญวิปัสสนาเหมือนฌานก่อน ๆ  แต่ให้ทำบุพพกิจ 4 อย่าง เหล่านี้ คือ
                      1. การอธิษฐานให้บริขารต่าง ๆ ของตนพ้นจากภัยอันตราย  (นานาพัทธอวิโกปนะ)
                      2. การอธิษฐานให้ออกจากนิโรธสมาบัติได้ทันที เมื่อพระพุทธเจ้าต้องการพบตัว  (สัตถุปักโกสนะ) แต่สมัยนี้ ยกเว้นข้อนี้
                      3. การอธิษฐานว่า เมื่อสงฆ์ประชุมกัน หากต้องการพบตัวข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ออกจากนิโรธสมาบัติทันเวลาประชุม  (สังฆปฎิมานนะ)
                      4. การอธิษฐานกำหนดเวลาเข้านิโรธสมาบัติ  (อัทธานปริจเฉทะ)

                    ข้อนี้ควรพิจารณาตรวจดูชิวิตของตนด้วยว่าจะดำรงอยู่ได้ตลอด 7 วัน อันเป็นระยะเวลาที่เข้านิโรธสมาบัติหรือไม่ เมื่อตรวจดูแล้วทราบว่าจะอยู่ได้นานกว่านั้น ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด  แต่ถ้ามิอาจดำรงอยู่ได้ถึง 7 วันแล้ว  หากบุคคลนั้นยังเป็นพระอนาคามีอยู่ก็ไม่ควรเข้านิโรธสมาบัติ แต่ควรเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อบรรลุอรหัตตผลดีกว่า  หากบุคคลนั้นเป็นพระอรหันต์ ก็สมควรเข้านิโรธสมาบัติ

                     แต่ต้องกำหนดเวลาเข้าให้น้อยลง โดยออกก่อนหน้าเวลาที่จะปรินิพพาน ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้มีโอกาสกล่าวอำลาเพื่อนสหธรรมมิกทั้งหลาย

                      อย่างไรก็ตาม  บุพพกิจ 3 อย่างข้างต้นนั้น อาจจะไม่ต้องทำก็ได้ แต่สำหรับขอสุดท้าย (คือ อัทธานปริจเฉทะ) นั้น จำเป็นจะต้องทำเมื่ออยู่ในมนุสภูมิ  แต่ในรูปภูมิ ไม่ต้องทำบุพพกิจเลยก็ได้ ถ้าจะทำบ้างก็เพียงแต่อธิษฐานกำหนดเวลาเข้าเท่านั้น

              เมื่อทำบุพพกิจเหล่านี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานกุศล หรือกิริยา ตามสมควรแก่บุคคล  เนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็เกิดขึ้น 2 ขณะ  หลังจากนั้น จิตเจตสิกและจิตตชรูปก็ดับลง คงมีแต่กัมมชรูป อุตุชรูป และอาหารชรูปเกิดอยู่  เป็นอันว่าสำเร็จการเข้านิโรธสมาบัติทุกประการ

                ส่วนการออกจากนิโรธสมาบัตินั้น มีความเป็นไปดังนี้ เมื่อครบกำหนดเวลาในการเข้านิโรธสมาบัติแล้ว  อนาคมิผลจิตหรืออรหัตผลจิต ย่อมเกิดขึ้น 1 ขณะ ตามสมควรแก่บุคคลแล้วก็ลงภวังค์

                        เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ จิตขณะแรกที่เกิดเป็น ผลจิต (โลกุตตรวิบากจิต) มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถ้าเป็นพระอนาคามีบุคคลก็เป็นอนาคามิผลจิต ถ้าเป็นพระอรหันต์บุคคลก็เป็นอรหัตตผลจิต

                                                                     -----------------------------------

                        2. นิโรธสกรรม  ไม่มีบัญญัติไว้ในพระธรรมวินัย ไม่มีในพระไตรปิฏก หรือ ไม่มีในคัมภีร์พระอภิธรรม 

                        ซึ่งได้ให้ความหมายว่า เป็นการบูชา  ไม่ว่าจะบูชาต่อสิ่งใดๆ  ก็ได้  ถือเป็นการบิดเบือนความหมายที่แท้จริง
ไม่มีการทำให้แจ้งต่อนิโรธแม้แต่น้อย และไม่มีการบัญญัติไว้ในที่ใด ๆ  ทราบเพียงแต่ว่า พระสาย “ครูบา” ต่าง ๆ ได้กระทำกันเป็นกิจวัตร  จนถึงแม่ชีผู้ที่อ้างตนเป็นภิกษุณี นุ่งห่มผ้าเหลือ ก็ยังสามารถทำได้ และได้ให้ความหมายว่า

การเข้านิโรธสกรรม   3   วัน   เป็นการบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

การเข้านิโรธสกรรม   5   วัน   เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า  5 พระองค์ คือ
                                               พระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระศรีศากยมุนีโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระศรีอริยเมตไตรยสัมพุทธเจ้า

                            มีพิธีกรรม คือ เข้าไปอยู่ในห้องที่ได้จัดเตรียมไว้เฉย ๆ  ไม่มีการทำสมาธิฌานตั้งแต่ ปฐมฌาน ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน  และสามารถดื่มน้ำได้ มีน้ำนม น้ำหวาน น้ำผลไม้คั้นต่างๆ  บางคนมีการแอบฉันอาหารในห้องก็มี พอถึงวันที่กำหนดออกกรรม ก็จะมีการนัดโยมมาบริจาคถวายเงิน  โดยอ้างว่า หากใครถวายเงินในวันออกนิโรธสกรรมจะได้เป็นเศรษฐีร้อยล้าน จึงมีคนหลงเชื่อเข้าใจว่า เป็นอย่างนั้นจริง ได้สูญเสียเงินมาแล้วหลายล้าน ซึ่งเป็นการอ้างเลียนแบบตามที่พระอริยเจ้าผู้เข้านิโรธสมาบัติจริง ให้ผลทานแก่ผู้ถวายอาหารมื้อแรก

                    ส่วนความเป็นมาของการเข้านิโรธสกรรม นั้น มาจากพระสาย “ครูบา” ซึ่งในยุคปัจจุบัน กำลังเป็นที่แพร่หลายในการยกระดับเทียบเท่ากับพระอริยบุคคล ชั้น พระอนาคามี และพระอรหันต์ ซึ่งได้อ้างตนว่า สามารถเข้านิโรธกรรมกันอย่างมากมาย จนได้รับสมญานามว่า เป็น “พระอริยะบุคคล” ชั้นต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องฝึกกรรมฐานแต่อย่างใด

                            ซึ่งการกล่าวอ้างเช่นนี้ ย่อมเป็นอาบัติหนัก คือการอวดอุตตริมนุสสธรรม มีคุณวิเศษคือฌานสมาบัติ เป็นต้น อันไม่มีในตน ย่อมเป็นกรรมหนักที่สุด คือ ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งพระภิกษุใดที่อ้างดังกล่าว ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว

                            การนำคำว่า "นิโรธ" มาใช้ในพิธีกรรมใด ๆ ก็ตาม  ย่อมมีความหมายเพียงหนึ่งเดียว คือ "การดับ"  ซึ่งก็คือการเข้าถึงนิพพาน นั่นเอง  ไม่ว่าจะเป็นการดับชั่วคราว คือการเข้า "นิโรธสมาบัติ" จริง หรือ การเข้า "นิโรธสกรรม" คือการเข้าสมาบัติปลอม ก็แล้วแต่ตามจะนึกคิด ย่อมหมายถึง "การเข้าสู่แดนแห่งพระนิพพาน" นั่นเอง

                            ดังจะเห็นได้ว่า นโรธสมาบัตินั้น ถ้าภิกษุใดสามารถเข้านโรธสมาบัติได้ นั่นแสดงว่า ท่านเป็นพระอริยะบุคคล ชั้น พระอนาคามี หรือ พระอรหันต์ ผู้ได้สมาบัติ 9 ผู้ใดได้ถวายอาหารมื้อแรกกับท่าน จะได้รับอานิสงค์ผลบุญมหาสาร แม้ปรารถนาสิ่งใดก็จะสมปรารถนากันในชาตินี้เทียว

                            ส่วน นิโรธสกรรม นั้น ถ้าภิกษุใดอ้างว่าได้เข้านิโรธสกรรมได้ นอกจากจะไม่มีคุณวิเศษใด ๆ ในตัวเองแล้ว ยังเป็นการอวดอุตตริมนุสสธรรม ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว  เป็นผู้ที่ตัดคอตัวเอง ไม่มีสิทธิบรรลุมรรค ผล นิพพานในชาตินี้ ถือว่าเป็น “ภิกษุตาลยอดด้วน”  ย่อมไม่มีความงอกเงยขึ้นมาอีก ผู้ใดได้ถวายทานไม่มีอานิสงค์ใด ๆ เลย ไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า

                             จึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพระพุทธศาสนาเรา ที่ต้องแก้ไขห้ามปราบอย่างรีบด่วน  ซึ่งหากปล่อยไว้ ไม่เพียงจะทำให้พระพุทธศาสนาต้องมัวหมองกับการประพฤตินอกรีต อันขัดต่อพระธรรมวินัยแล้ว ยังมีการถือปฏิบัติที่อวดเอาฌาน เอาความเป็นพระอริยะบุคคล มาใส่ตัวอย่างไม่เกรงกลัวต่อบาป  ทั้งที่ไม่มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแม้แต่น้อย

                       พิจารณาเถิด...


IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 08 มกราคม 2013, 09:05:44 »

** มีผู้ที่อธิบายไว้ได้อย่างชัดเจน ลองอ่านดู **

"นิโรธสมาบัติ" และ "นิโรธสกรรม" แตกต่างกันอย่างไร   

คำว่า “นิโรธ” นั้น เป็นคำไวพจน์ของนิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสหมายถึงพระนิพพานล้วน ๆ  เช่น อริยสัจ 4  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  นิพพานจึงเป็นกาลวิมุติ  คือพ้นจากกาลทั้ง 3  เป็นขันธวิมุติ คือพ้นจากขันธ์ทั้ง 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

                     ฉะนั้น คำว่า “นิโรธ” จึงหมายถึง สมาบัติที่ จิต เจตสิก และจิตตชรูป ดับสนิท ตลอดเวลาที่ได้อธิฐานไว้ เป็นการดับชั่วคราว ซึ่งจะอยู่ในอิริยาบถเดียว คือ นั่งทำสมาธิตั้งแต่ปฐมฌาน จนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยไม่ไหวติง หรือขยับไปไหนได้ จนกว่าจะถึงระยะเวลาที่ได้อธิฐานจิตไว้

              ในปัจจุบันได้มีพระภิกษุจำนวนมาก แม้กระทั่งแม่ชี หรือที่อ้างว่าเป็นภิกษุณี นั้น ได้ทำพิธีเข้า “นิโรธ”  ที่ผิดไปจากความเป็นจริง  เป็นการแสวงหาเงิน ทรัพย์ สมบัติใส่ตัว มีการโฆษณาว่าจะเข้านิโรธวันนี้ หรือออกนิโรธวันนั้น ๆ ให้มาทำบุญทำทานกับพระอริยะผู้ได้ฌานสมาบัติ หากผู้ใดทำบุญกับพระที่ออกนิโรธแล้ว จะทำให้เป็นเศรษฐีกันในพริบตา เป็นต้น   โดยจัดพิธีส่งเข้าห้องกันอย่างครึกโครม  แท้จริงโดยไม่มีการเข้านิโรธได้ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด  เป็นแต่เพียงไปนั่ง ๆ นอน ๆ ในกุฎิ มีแอร์เย็นสบาย ดื่มน้ำได้ทุกชนิด แม้กระทั่งอาหารครบครัน รอถึงวันที่ได้กำหนดไว้ แล้วออกจากห้องอย่างอ้วนหมีพีมัน ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ราวกะว่า ไปสปามา

              ซึ่งหาดูได้ทาง Internet ได้ ไม่ว่าจะเป็นเวป Youtube หรือ เวปลิงค์ของเจ้าสำนักนั้น ๆ

เพื่อเป็นการเข้าใจเรื่องนี้  ในที่นี้จะกล่าวถึงความหมายของ “นิโรธ”  ที่เป็น “นิโรธสมาบัติ”  ที่เป็น “นิโรธสกรรม” มาพอสังเขป ดังนี้

                     1. นิโรธสมาบัติ ในคัมภีร์พระอภิธรรม นิโรธสมาบัติวิถี คือ วิถีที่มีการดับของจิต เจตสิกและจิตตชรูป มี 1 วิถี
ดังนี้
                                                   ภฺ น ท ม ปริ อุ นุ โค ฌ ฌ – เจตสิกและจิตตชรูปดับ – ผ ภ ภ
              บุคคคลที่สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้นั้น ได้แก่ พระอนาคามี และ พระอรหันต์ที่ได้ฌานสมาบัติ 9 (คือ รูปฌาน 5 และอรูปฌาน 4)  ซึ่งอยู่ในกามสุคติภูมิ 7  และรูปภูมิ 15  (เว้นอสัญญสัตตภูมิ)  เท่านั้น
              พระอนาคามีหรือพระอรหันต์ที่จะเข้านิโรธสมาบัตินั้น ต้องเข้าฌานไปตามลำดับ ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
              การเข้าปฐมฌานถึงวิญญาณัญจายตนฌาน เมื่อออกจากฌานนั้น ๆ  แล้ว ต้องพิจารณาฌานจิต และเจตสิกที่ดับไปแล้ว โดยความเป็นไตรลักษณ์ทุกฌาน  หลังจากนั้น จึงเข้าอากิญจัญญายตนฌาน และเมื่อออกจากอากิญจัญญายตนฌานแล้ว ไม่ต้องเจริญวิปัสสนาเหมือนฌานก่อน ๆ  แต่ให้ทำบุพพกิจ 4 อย่าง เหล่านี้ คือ
                      1. การอธิษฐานให้บริขารต่าง ๆ ของตนพ้นจากภัยอันตราย  (นานาพัทธอวิโกปนะ)
                      2. การอธิษฐานให้ออกจากนิโรธสมาบัติได้ทันที เมื่อพระพุทธเจ้าต้องการพบตัว  (สัตถุปักโกสนะ) แต่สมัยนี้ ยกเว้นข้อนี้
                      3. การอธิษฐานว่า เมื่อสงฆ์ประชุมกัน หากต้องการพบตัวข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ออกจากนิโรธสมาบัติทันเวลาประชุม  (สังฆปฎิมานนะ)
                      4. การอธิษฐานกำหนดเวลาเข้านิโรธสมาบัติ  (อัทธานปริจเฉทะ)

                    ข้อนี้ควรพิจารณาตรวจดูชิวิตของตนด้วยว่าจะดำรงอยู่ได้ตลอด 7 วัน อันเป็นระยะเวลาที่เข้านิโรธสมาบัติหรือไม่ เมื่อตรวจดูแล้วทราบว่าจะอยู่ได้นานกว่านั้น ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด  แต่ถ้ามิอาจดำรงอยู่ได้ถึง 7 วันแล้ว  หากบุคคลนั้นยังเป็นพระอนาคามีอยู่ก็ไม่ควรเข้านิโรธสมาบัติ แต่ควรเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อบรรลุอรหัตตผลดีกว่า  หากบุคคลนั้นเป็นพระอรหันต์ ก็สมควรเข้านิโรธสมาบัติ

                     แต่ต้องกำหนดเวลาเข้าให้น้อยลง โดยออกก่อนหน้าเวลาที่จะปรินิพพาน ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้มีโอกาสกล่าวอำลาเพื่อนสหธรรมมิกทั้งหลาย

                      อย่างไรก็ตาม  บุพพกิจ 3 อย่างข้างต้นนั้น อาจจะไม่ต้องทำก็ได้ แต่สำหรับขอสุดท้าย (คือ อัทธานปริจเฉทะ) นั้น จำเป็นจะต้องทำเมื่ออยู่ในมนุสภูมิ  แต่ในรูปภูมิ ไม่ต้องทำบุพพกิจเลยก็ได้ ถ้าจะทำบ้างก็เพียงแต่อธิษฐานกำหนดเวลาเข้าเท่านั้น

              เมื่อทำบุพพกิจเหล่านี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานกุศล หรือกิริยา ตามสมควรแก่บุคคล  เนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็เกิดขึ้น 2 ขณะ  หลังจากนั้น จิตเจตสิกและจิตตชรูปก็ดับลง คงมีแต่กัมมชรูป อุตุชรูป และอาหารชรูปเกิดอยู่  เป็นอันว่าสำเร็จการเข้านิโรธสมาบัติทุกประการ

                ส่วนการออกจากนิโรธสมาบัตินั้น มีความเป็นไปดังนี้ เมื่อครบกำหนดเวลาในการเข้านิโรธสมาบัติแล้ว  อนาคมิผลจิตหรืออรหัตผลจิต ย่อมเกิดขึ้น 1 ขณะ ตามสมควรแก่บุคคลแล้วก็ลงภวังค์

                        เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ จิตขณะแรกที่เกิดเป็น ผลจิต (โลกุตตรวิบากจิต) มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถ้าเป็นพระอนาคามีบุคคลก็เป็นอนาคามิผลจิต ถ้าเป็นพระอรหันต์บุคคลก็เป็นอรหัตตผลจิต

                                                                     -----------------------------------

                        2. นิโรธสกรรม  ไม่มีบัญญัติไว้ในพระธรรมวินัย ไม่มีในพระไตรปิฏก หรือ ไม่มีในคัมภีร์พระอภิธรรม 

                        ซึ่งได้ให้ความหมายว่า เป็นการบูชา  ไม่ว่าจะบูชาต่อสิ่งใดๆ  ก็ได้  ถือเป็นการบิดเบือนความหมายที่แท้จริง
ไม่มีการทำให้แจ้งต่อนิโรธแม้แต่น้อย และไม่มีการบัญญัติไว้ในที่ใด ๆ  ทราบเพียงแต่ว่า พระสาย “ครูบา” ต่าง ๆ ได้กระทำกันเป็นกิจวัตร  จนถึงแม่ชีผู้ที่อ้างตนเป็นภิกษุณี นุ่งห่มผ้าเหลือ ก็ยังสามารถทำได้ และได้ให้ความหมายว่า

การเข้านิโรธสกรรม   3   วัน   เป็นการบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

การเข้านิโรธสกรรม   5   วัน   เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า  5 พระองค์ คือ
                                               พระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระศรีศากยมุนีโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระศรีอริยเมตไตรยสัมพุทธเจ้า

                            มีพิธีกรรม คือ เข้าไปอยู่ในห้องที่ได้จัดเตรียมไว้เฉย ๆ  ไม่มีการทำสมาธิฌานตั้งแต่ ปฐมฌาน ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน  และสามารถดื่มน้ำได้ มีน้ำนม น้ำหวาน น้ำผลไม้คั้นต่างๆ  บางคนมีการแอบฉันอาหารในห้องก็มี พอถึงวันที่กำหนดออกกรรม ก็จะมีการนัดโยมมาบริจาคถวายเงิน  โดยอ้างว่า หากใครถวายเงินในวันออกนิโรธสกรรมจะได้เป็นเศรษฐีร้อยล้าน จึงมีคนหลงเชื่อเข้าใจว่า เป็นอย่างนั้นจริง ได้สูญเสียเงินมาแล้วหลายล้าน ซึ่งเป็นการอ้างเลียนแบบตามที่พระอริยเจ้าผู้เข้านิโรธสมาบัติจริง ให้ผลทานแก่ผู้ถวายอาหารมื้อแรก

                    ส่วนความเป็นมาของการเข้านิโรธสกรรม นั้น มาจากพระสาย “ครูบา” ซึ่งในยุคปัจจุบัน กำลังเป็นที่แพร่หลายในการยกระดับเทียบเท่ากับพระอริยบุคคล ชั้น พระอนาคามี และพระอรหันต์ ซึ่งได้อ้างตนว่า สามารถเข้านิโรธกรรมกันอย่างมากมาย จนได้รับสมญานามว่า เป็น “พระอริยะบุคคล” ชั้นต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องฝึกกรรมฐานแต่อย่างใด

                            ซึ่งการกล่าวอ้างเช่นนี้ ย่อมเป็นอาบัติหนัก คือการอวดอุตตริมนุสสธรรม มีคุณวิเศษคือฌานสมาบัติ เป็นต้น อันไม่มีในตน ย่อมเป็นกรรมหนักที่สุด คือ ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งพระภิกษุใดที่อ้างดังกล่าว ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว

                            การนำคำว่า "นิโรธ" มาใช้ในพิธีกรรมใด ๆ ก็ตาม  ย่อมมีความหมายเพียงหนึ่งเดียว คือ "การดับ"  ซึ่งก็คือการเข้าถึงนิพพาน นั่นเอง  ไม่ว่าจะเป็นการดับชั่วคราว คือการเข้า "นิโรธสมาบัติ" จริง หรือ การเข้า "นิโรธสกรรม" คือการเข้าสมาบัติปลอม ก็แล้วแต่ตามจะนึกคิด ย่อมหมายถึง "การเข้าสู่แดนแห่งพระนิพพาน" นั่นเอง

                            ดังจะเห็นได้ว่า นโรธสมาบัตินั้น ถ้าภิกษุใดสามารถเข้านโรธสมาบัติได้ นั่นแสดงว่า ท่านเป็นพระอริยะบุคคล ชั้น พระอนาคามี หรือ พระอรหันต์ ผู้ได้สมาบัติ 9 ผู้ใดได้ถวายอาหารมื้อแรกกับท่าน จะได้รับอานิสงค์ผลบุญมหาสาร แม้ปรารถนาสิ่งใดก็จะสมปรารถนากันในชาตินี้เทียว

                            ส่วน นิโรธสกรรม นั้น ถ้าภิกษุใดอ้างว่าได้เข้านิโรธสกรรมได้ นอกจากจะไม่มีคุณวิเศษใด ๆ ในตัวเองแล้ว ยังเป็นการอวดอุตตริมนุสสธรรม ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว  เป็นผู้ที่ตัดคอตัวเอง ไม่มีสิทธิบรรลุมรรค ผล นิพพานในชาตินี้ ถือว่าเป็น “ภิกษุตาลยอดด้วน”  ย่อมไม่มีความงอกเงยขึ้นมาอีก ผู้ใดได้ถวายทานไม่มีอานิสงค์ใด ๆ เลย ไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า

                             จึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพระพุทธศาสนาเรา ที่ต้องแก้ไขห้ามปราบอย่างรีบด่วน  ซึ่งหากปล่อยไว้ ไม่เพียงจะทำให้พระพุทธศาสนาต้องมัวหมองกับการประพฤตินอกรีต อันขัดต่อพระธรรมวินัยแล้ว ยังมีการถือปฏิบัติที่อวดเอาฌาน เอาความเป็นพระอริยะบุคคล มาใส่ตัวอย่างไม่เกรงกลัวต่อบาป  ทั้งที่ไม่มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแม้แต่น้อย

                       พิจารณาเถิด...



ดีแล้ว  ชอบแล้ว  เห็นควรแล้ว
             เพื่อเห็นแก่พุทธบริษัทสี่จักได้ตาสว่าง หากท่านใดมีข้อคิดเห็นที่เป็นไปตามพระธรรมวินัยแบบนี้ โปรดนำมาลงกันเยอะๆขออนุโมทนา...สาธุ
IP : บันทึกการเข้า
koyjang
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 132


« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 15 มกราคม 2013, 21:05:10 »

** มีผู้ที่อธิบายไว้ได้อย่างชัดเจน ลองอ่านดู **

"นิโรธสมาบัติ" และ "นิโรธสกรรม" แตกต่างกันอย่างไร   

คำว่า “นิโรธ” นั้น เป็นคำไวพจน์ของนิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสหมายถึงพระนิพพานล้วน ๆ  เช่น อริยสัจ 4  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  นิพพานจึงเป็นกาลวิมุติ  คือพ้นจากกาลทั้ง 3  เป็นขันธวิมุติ คือพ้นจากขันธ์ทั้ง 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

                     ฉะนั้น คำว่า “นิโรธ” จึงหมายถึง สมาบัติที่ จิต เจตสิก และจิตตชรูป ดับสนิท ตลอดเวลาที่ได้อธิฐานไว้ เป็นการดับชั่วคราว ซึ่งจะอยู่ในอิริยาบถเดียว คือ นั่งทำสมาธิตั้งแต่ปฐมฌาน จนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยไม่ไหวติง หรือขยับไปไหนได้ จนกว่าจะถึงระยะเวลาที่ได้อธิฐานจิตไว้

              ในปัจจุบันได้มีพระภิกษุจำนวนมาก แม้กระทั่งแม่ชี หรือที่อ้างว่าเป็นภิกษุณี นั้น ได้ทำพิธีเข้า “นิโรธ”  ที่ผิดไปจากความเป็นจริง  เป็นการแสวงหาเงิน ทรัพย์ สมบัติใส่ตัว มีการโฆษณาว่าจะเข้านิโรธวันนี้ หรือออกนิโรธวันนั้น ๆ ให้มาทำบุญทำทานกับพระอริยะผู้ได้ฌานสมาบัติ หากผู้ใดทำบุญกับพระที่ออกนิโรธแล้ว จะทำให้เป็นเศรษฐีกันในพริบตา เป็นต้น   โดยจัดพิธีส่งเข้าห้องกันอย่างครึกโครม  แท้จริงโดยไม่มีการเข้านิโรธได้ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด  เป็นแต่เพียงไปนั่ง ๆ นอน ๆ ในกุฎิ มีแอร์เย็นสบาย ดื่มน้ำได้ทุกชนิด แม้กระทั่งอาหารครบครัน รอถึงวันที่ได้กำหนดไว้ แล้วออกจากห้องอย่างอ้วนหมีพีมัน ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ราวกะว่า ไปสปามา

              ซึ่งหาดูได้ทาง Internet ได้ ไม่ว่าจะเป็นเวป Youtube หรือ เวปลิงค์ของเจ้าสำนักนั้น ๆ

เพื่อเป็นการเข้าใจเรื่องนี้  ในที่นี้จะกล่าวถึงความหมายของ “นิโรธ”  ที่เป็น “นิโรธสมาบัติ”  ที่เป็น “นิโรธสกรรม” มาพอสังเขป ดังนี้

                     1. นิโรธสมาบัติ ในคัมภีร์พระอภิธรรม นิโรธสมาบัติวิถี คือ วิถีที่มีการดับของจิต เจตสิกและจิตตชรูป มี 1 วิถี
ดังนี้
                                                   ภฺ น ท ม ปริ อุ นุ โค ฌ ฌ – เจตสิกและจิตตชรูปดับ – ผ ภ ภ
              บุคคคลที่สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้นั้น ได้แก่ พระอนาคามี และ พระอรหันต์ที่ได้ฌานสมาบัติ 9 (คือ รูปฌาน 5 และอรูปฌาน 4)  ซึ่งอยู่ในกามสุคติภูมิ 7  และรูปภูมิ 15  (เว้นอสัญญสัตตภูมิ)  เท่านั้น
              พระอนาคามีหรือพระอรหันต์ที่จะเข้านิโรธสมาบัตินั้น ต้องเข้าฌานไปตามลำดับ ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
              การเข้าปฐมฌานถึงวิญญาณัญจายตนฌาน เมื่อออกจากฌานนั้น ๆ  แล้ว ต้องพิจารณาฌานจิต และเจตสิกที่ดับไปแล้ว โดยความเป็นไตรลักษณ์ทุกฌาน  หลังจากนั้น จึงเข้าอากิญจัญญายตนฌาน และเมื่อออกจากอากิญจัญญายตนฌานแล้ว ไม่ต้องเจริญวิปัสสนาเหมือนฌานก่อน ๆ  แต่ให้ทำบุพพกิจ 4 อย่าง เหล่านี้ คือ
                      1. การอธิษฐานให้บริขารต่าง ๆ ของตนพ้นจากภัยอันตราย  (นานาพัทธอวิโกปนะ)
                      2. การอธิษฐานให้ออกจากนิโรธสมาบัติได้ทันที เมื่อพระพุทธเจ้าต้องการพบตัว  (สัตถุปักโกสนะ) แต่สมัยนี้ ยกเว้นข้อนี้
                      3. การอธิษฐานว่า เมื่อสงฆ์ประชุมกัน หากต้องการพบตัวข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ออกจากนิโรธสมาบัติทันเวลาประชุม  (สังฆปฎิมานนะ)
                      4. การอธิษฐานกำหนดเวลาเข้านิโรธสมาบัติ  (อัทธานปริจเฉทะ)

                    ข้อนี้ควรพิจารณาตรวจดูชิวิตของตนด้วยว่าจะดำรงอยู่ได้ตลอด 7 วัน อันเป็นระยะเวลาที่เข้านิโรธสมาบัติหรือไม่ เมื่อตรวจดูแล้วทราบว่าจะอยู่ได้นานกว่านั้น ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด  แต่ถ้ามิอาจดำรงอยู่ได้ถึง 7 วันแล้ว  หากบุคคลนั้นยังเป็นพระอนาคามีอยู่ก็ไม่ควรเข้านิโรธสมาบัติ แต่ควรเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อบรรลุอรหัตตผลดีกว่า  หากบุคคลนั้นเป็นพระอรหันต์ ก็สมควรเข้านิโรธสมาบัติ

                     แต่ต้องกำหนดเวลาเข้าให้น้อยลง โดยออกก่อนหน้าเวลาที่จะปรินิพพาน ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้มีโอกาสกล่าวอำลาเพื่อนสหธรรมมิกทั้งหลาย

                      อย่างไรก็ตาม  บุพพกิจ 3 อย่างข้างต้นนั้น อาจจะไม่ต้องทำก็ได้ แต่สำหรับขอสุดท้าย (คือ อัทธานปริจเฉทะ) นั้น จำเป็นจะต้องทำเมื่ออยู่ในมนุสภูมิ  แต่ในรูปภูมิ ไม่ต้องทำบุพพกิจเลยก็ได้ ถ้าจะทำบ้างก็เพียงแต่อธิษฐานกำหนดเวลาเข้าเท่านั้น

              เมื่อทำบุพพกิจเหล่านี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานกุศล หรือกิริยา ตามสมควรแก่บุคคล  เนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็เกิดขึ้น 2 ขณะ  หลังจากนั้น จิตเจตสิกและจิตตชรูปก็ดับลง คงมีแต่กัมมชรูป อุตุชรูป และอาหารชรูปเกิดอยู่  เป็นอันว่าสำเร็จการเข้านิโรธสมาบัติทุกประการ

                ส่วนการออกจากนิโรธสมาบัตินั้น มีความเป็นไปดังนี้ เมื่อครบกำหนดเวลาในการเข้านิโรธสมาบัติแล้ว  อนาคมิผลจิตหรืออรหัตผลจิต ย่อมเกิดขึ้น 1 ขณะ ตามสมควรแก่บุคคลแล้วก็ลงภวังค์

                        เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ จิตขณะแรกที่เกิดเป็น ผลจิต (โลกุตตรวิบากจิต) มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถ้าเป็นพระอนาคามีบุคคลก็เป็นอนาคามิผลจิต ถ้าเป็นพระอรหันต์บุคคลก็เป็นอรหัตตผลจิต

                                                                     -----------------------------------

                        2. นิโรธสกรรม  ไม่มีบัญญัติไว้ในพระธรรมวินัย ไม่มีในพระไตรปิฏก หรือ ไม่มีในคัมภีร์พระอภิธรรม 

                        ซึ่งได้ให้ความหมายว่า เป็นการบูชา  ไม่ว่าจะบูชาต่อสิ่งใดๆ  ก็ได้  ถือเป็นการบิดเบือนความหมายที่แท้จริง
ไม่มีการทำให้แจ้งต่อนิโรธแม้แต่น้อย และไม่มีการบัญญัติไว้ในที่ใด ๆ  ทราบเพียงแต่ว่า พระสาย “ครูบา” ต่าง ๆ ได้กระทำกันเป็นกิจวัตร  จนถึงแม่ชีผู้ที่อ้างตนเป็นภิกษุณี นุ่งห่มผ้าเหลือ ก็ยังสามารถทำได้ และได้ให้ความหมายว่า

การเข้านิโรธสกรรม   3   วัน   เป็นการบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

การเข้านิโรธสกรรม   5   วัน   เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า  5 พระองค์ คือ
                                               พระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระศรีศากยมุนีโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
                                               พระศรีอริยเมตไตรยสัมพุทธเจ้า

                            มีพิธีกรรม คือ เข้าไปอยู่ในห้องที่ได้จัดเตรียมไว้เฉย ๆ  ไม่มีการทำสมาธิฌานตั้งแต่ ปฐมฌาน ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน  และสามารถดื่มน้ำได้ มีน้ำนม น้ำหวาน น้ำผลไม้คั้นต่างๆ  บางคนมีการแอบฉันอาหารในห้องก็มี พอถึงวันที่กำหนดออกกรรม ก็จะมีการนัดโยมมาบริจาคถวายเงิน  โดยอ้างว่า หากใครถวายเงินในวันออกนิโรธสกรรมจะได้เป็นเศรษฐีร้อยล้าน จึงมีคนหลงเชื่อเข้าใจว่า เป็นอย่างนั้นจริง ได้สูญเสียเงินมาแล้วหลายล้าน ซึ่งเป็นการอ้างเลียนแบบตามที่พระอริยเจ้าผู้เข้านิโรธสมาบัติจริง ให้ผลทานแก่ผู้ถวายอาหารมื้อแรก

                    ส่วนความเป็นมาของการเข้านิโรธสกรรม นั้น มาจากพระสาย “ครูบา” ซึ่งในยุคปัจจุบัน กำลังเป็นที่แพร่หลายในการยกระดับเทียบเท่ากับพระอริยบุคคล ชั้น พระอนาคามี และพระอรหันต์ ซึ่งได้อ้างตนว่า สามารถเข้านิโรธกรรมกันอย่างมากมาย จนได้รับสมญานามว่า เป็น “พระอริยะบุคคล” ชั้นต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องฝึกกรรมฐานแต่อย่างใด

                            ซึ่งการกล่าวอ้างเช่นนี้ ย่อมเป็นอาบัติหนัก คือการอวดอุตตริมนุสสธรรม มีคุณวิเศษคือฌานสมาบัติ เป็นต้น อันไม่มีในตน ย่อมเป็นกรรมหนักที่สุด คือ ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งพระภิกษุใดที่อ้างดังกล่าว ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว

                            การนำคำว่า "นิโรธ" มาใช้ในพิธีกรรมใด ๆ ก็ตาม  ย่อมมีความหมายเพียงหนึ่งเดียว คือ "การดับ"  ซึ่งก็คือการเข้าถึงนิพพาน นั่นเอง  ไม่ว่าจะเป็นการดับชั่วคราว คือการเข้า "นิโรธสมาบัติ" จริง หรือ การเข้า "นิโรธสกรรม" คือการเข้าสมาบัติปลอม ก็แล้วแต่ตามจะนึกคิด ย่อมหมายถึง "การเข้าสู่แดนแห่งพระนิพพาน" นั่นเอง

                            ดังจะเห็นได้ว่า นโรธสมาบัตินั้น ถ้าภิกษุใดสามารถเข้านโรธสมาบัติได้ นั่นแสดงว่า ท่านเป็นพระอริยะบุคคล ชั้น พระอนาคามี หรือ พระอรหันต์ ผู้ได้สมาบัติ 9 ผู้ใดได้ถวายอาหารมื้อแรกกับท่าน จะได้รับอานิสงค์ผลบุญมหาสาร แม้ปรารถนาสิ่งใดก็จะสมปรารถนากันในชาตินี้เทียว

                            ส่วน นิโรธสกรรม นั้น ถ้าภิกษุใดอ้างว่าได้เข้านิโรธสกรรมได้ นอกจากจะไม่มีคุณวิเศษใด ๆ ในตัวเองแล้ว ยังเป็นการอวดอุตตริมนุสสธรรม ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว  เป็นผู้ที่ตัดคอตัวเอง ไม่มีสิทธิบรรลุมรรค ผล นิพพานในชาตินี้ ถือว่าเป็น “ภิกษุตาลยอดด้วน”  ย่อมไม่มีความงอกเงยขึ้นมาอีก ผู้ใดได้ถวายทานไม่มีอานิสงค์ใด ๆ เลย ไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า

                             จึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพระพุทธศาสนาเรา ที่ต้องแก้ไขห้ามปราบอย่างรีบด่วน  ซึ่งหากปล่อยไว้ ไม่เพียงจะทำให้พระพุทธศาสนาต้องมัวหมองกับการประพฤตินอกรีต อันขัดต่อพระธรรมวินัยแล้ว ยังมีการถือปฏิบัติที่อวดเอาฌาน เอาความเป็นพระอริยะบุคคล มาใส่ตัวอย่างไม่เกรงกลัวต่อบาป  ทั้งที่ไม่มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแม้แต่น้อย

                       พิจารณาเถิด...



ดีแล้ว  ชอบแล้ว  เห็นควรแล้ว
             เพื่อเห็นแก่พุทธบริษัทสี่จักได้ตาสว่าง หากท่านใดมีข้อคิดเห็นที่เป็นไปตามพระธรรมวินัยแบบนี้ โปรดนำมาลงกันเยอะๆขออนุโมทนา...สาธุ


สาธุ เจ้าค่ะ  พระคุณเจ้า
IP : บันทึกการเข้า
koyjang
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 132


« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 15 มกราคม 2013, 21:08:36 »

อยากให้ท่านผู้รู้  ช่วยอธิบาย คำว่า "ปริวาสกรรม" ด้วยค่ะ  เพราะเห็นมีขึ้นป้ายโฆษณากันเกร่อ  แต่จากที่เคยทราบมา  คำว่า ปริวาสกรรม  ไม่เหมือนกับคำโฆษณาชวนเชื่อดังที่ป้ายบอกเลยค่ะ 
IP : บันทึกการเข้า
peemyow
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 31



« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 18 มกราคม 2013, 17:31:44 »

สาธุๆ อนุโมทนาบุญครับ
IP : บันทึกการเข้า

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ห้ามลบหลู่
۰•ฮักแม่จัน©®
เลวบ้างในบางเวลา
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,983


"มารบ่มี บารมี บ่เกิด.."


« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 18 มกราคม 2013, 17:56:22 »

วันพรุ่งนี้ละนิครับ  สมาชิกเรามีใครไปบ้างครับ
IP : บันทึกการเข้า

"ทำบุญเท่าไรก็ไม่สามารถลบล้างบาปได้ บุญอยู่ส่วนบุญ บาปอยู่ส่วนบาป"

ไม่มีใครหรอกที่จะเลวโดยสันดาน ..
หากแต่สถานการณ์มันบีบบังคับให้ทำ
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
เรื่องที่น่าสนใจ
 

ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!