เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 04 กรกฎาคม 2022, 15:28:16
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ธุรกิจบริการ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : https://forums.chiangraifocus.com/index.php?topic=1025412.0

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  ศาสนา กิจกรรมทางวัด (ผู้ดูแล: ap.41, ลุงหนาน)
| | |-+  มันน่าคิด
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน มันน่าคิด  (อ่าน 1593 ครั้ง)
ลุงหนาน
ผู้ดูแลบอร์ด
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 249



« เมื่อ: วันที่ 22 กรกฎาคม 2012, 08:49:32 »

                                                เที่ยววัดห้วยมงคล
       ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมมีโอกาสได้เข้าวัดบ้าง เพราะต้องทำหน้าที่สารถีขับรถพาภรรยาไปทำบุญเป็นบางครั้ง ที่หัวหินจะมีวัดที่สร้างรูปปั้นพระเกจิอาจารย์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แห่งหนึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวที่นิยมเที่ยววัดศักดิ์สิทธิ์ และชอบบูชา (ซื้อ) วัตถุมงคล
เมื่อมาวัดแห่งนี้ บางทีผมอดตั้งคำถามเล่นๆ ไม่ได้ว่า สมมติว่าพุทธะมาเจอรูปปั้นพระเกจิองค์ใหญ่ที่สุดในโลก แล้ถามว่า "นั่นรูปปั้นใคร" คำตอบที่ได้คือ "รูปปั้นหลวงปู่ทวด" ถามต่อว่า "ที่ในศาลาองค์เล็กๆ นั่นล่ะ รูปปั้นใคร" ตอบ "อ๋อนั่นคือพระพุทธรูป รูปปั้นของพุทธะ" ถามอีกว่า "หลวงปู่ทวดเกี่ยวข้องอย่างไรกับพุทธะ" เมื่อได้รับคำตอบว่า "เป็นศิษย์ของพุทธะหลังจากที่พุทธะปรินิพพานไปแล้วสองพันกว่าปี" พุทธะก็คงจะแปลกใจว่าเหตุใดชาวพุทธปัจจุบันจึงให้ความสำคัญ เคารพบูชารูปปั้นของศิษย์มากยิ่งกว่ารูปปั้นของพุทธะผู้เป็นอาจารย์

และเมื่อเห็นวัดต่างๆ เป็นแหล่งทำเงิน โดยการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระเกจิอาจารย์ นำคำสอนเรื่องทาน ศีล ภาวนา อันเป็นหลักจริยธรรมฝึกฝนความมีน้ำใจแบ่งปัน การไม่ละเมิดสิทธิในชีวิต ทรัพย์สิน ครอบครัว คนรัก สิทธิที่จะรับรู้ความจริง การรักษาสติสัมปชัญญะจากสิ่งมอมเมาต่างๆ และการพัฒนาคุณธรรมทางจิตปัญญามาเป็น "สินค้า" ในแบรนด์ที่เรียกกันว่า "บุญ" จนเกิดวัฒนธรรมการตลาด "บุญขายตรง" หรือ "บุญบังคับ" ในเทศกาลกฐิน ผ้าป่า และอื่นๆ พุทธะคงจะเปล่งอุทานว่า "ความเฟื่องฟูของพุทธศาสนายุคนี้ คือความเฟื่องฟูของสิ่งที่เราเคยปฏิเสธมาแล้วทั้งสิ้น!”

อย่างไรก็ตาม มองอีกแง่หนึ่ง การที่ภายในวัดต่างๆ มีสิ่งที่ขัดแย้งกันมาอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เช่น มีทั้งที่เสี่ยงเซียมซี หมอดู วัตถุมงคล หนังสือธรรมะ พระนักสวดผี พระนักเทศน์ พระนักปลุกเสก พระธรรมดา พระท่านเจ้าคุณ หรือในเทศกาลบุญพระเพณีภายในวัดก็มีทั้งเทศน์มหาชาติ ภาพยนตร์ ลิเก หมอลำซิ่ง โคโยตี้ ฯลฯ ก็อาจมองได้ว่านั่นคือการที่พุทธศาสนาสามารถปรับตัวให้อยู่ได้กับความเป็นจริงของโลกวิสัย

แต่หากมองอีกแง่หนึ่ง นั่นคือการปรับตัวของพุทธศาสนาที่คำนึงถึงความอยู่รอดของส่วนที่เป็น "เปลือก" จนกระทั่งยอมสละทิ้ง "เนื้อแท้" ภายใน กลายเป็นความอยู่รอดของเปลือกที่ข้างในกลวงโบ๋ ไร้แก่นสารอันเป็นหลักยึดของชีวิตและสังคมให้ดำเนินไปในทางที่ก่อให้เกิดความงอกงามทางปัญญา ความรัก ความเมตตาต่อกันของผู้คน ความเป็นธรรม และสันติภาพทางสังคม

พระไพศาล วิสาโล เคยตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันผู้คนบริโภคศาสนามากว่าที่จะศึกษาพุทธศาสนาเพื่อแสวงหาคุณค่าความหมายของชีวิต ข้อเท็จจริงที่เราเห็นได้ตามข้อสังเกตนี้ก็เช่น การใช้พุทธศาสนาในเชิงโฆษณาชวนเชื่อเรื่องวัตถุมงคลและการขายบุญดังที่ว่ามาแล้ว นอกจากนี้ยังมีค่านิยมบริโภคศาสนาในรูปแบบของการ "เสพปฏิบัติธรรม" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเป็นคนดี คนมีความสุข สัมผัสสุขที่แท้ (แต่ไม่สนใจว่าสังคมจะมีปัญหาการกดขี่ ความอยุติธรรมอย่างไร) ดาราบางคนเมื่อทำผิดกฎหมาย ก็แถลงข่าวสำนึกผิดด้วยการบวชปฏิบัติธรรม กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองบางกลุ่มก็อ้างธรรมะ อ้างศาสนาเพื่อเป้าหมายเฉพาะทางการเมืองบางอย่าง เป็นต้น

การบริโภคศาสนาจึงไม่ใช่การนับถือศาสนาเพื่อเป้าหมายทางศาสนา หรือไม่ใช่การนำหลักการทางศีลธรรมของศาสนามาเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าตามที่พระศาสดาสอน แต่เป็นการใช้ศาสนาเป็น "เครื่องมือ" ตอบสนองสิ่งที่ตนเองต้องการ เช่น เงิน โชค ลาภ การหวังผลดลบันดาลต่างๆ รวมทั้งผลทางการเมือง

นี่อาจเป็นความเกี่ยวข้องกับศาสนา หรือการใช้ศาสนาที่ผิดเพี้ยนทำให้สังคมเราเป็นสังคมที่เชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยเหตุผล มากกว่าที่จะเชื่อถือหลักการทางจริยธรรมที่ถูกต้องซึ่งพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล เช่น ที่นิยมอ้างเรื่องสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง และอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเพื่อสาปแช่งคนเลว แทนที่จะอ้างอิงหลักจริยธรรม หลักกฎหมาย และระบบตรวจสอบที่ยุติธรรมและเสมอภาค หรือเรียกร้องให้เคารพหลักจริยธรรม หลักกฎหมายและให้ใช้กระบวนการตรวจสอบอย่างโปร่งใสมีประสิทธิภาพอย่างประเทศที่เจริญเขานิยมทำกัน

แม้แต่ธรรมะที่นำมาอ้างก็มักเป็นการนำธรรมะมา "อวย" คนบางชนชั้น และนำมากดข่มคนบางกลุ่มให้ดูเลวร้ายกว่าปกติ ดังที่พระเซเลบในบ้านเรามักพูดเสมอๆ ว่า "ถ้านักการเมืองไร้จริยธรรม ประชาชนก็ไร้จริยธรรม" ฉะนั้น เมื่อเห็นว่าสังคมเสื่อจริยธรรม ก็มักจะชี้ไปที่นักการเมืองไร้จริยธรรม โดยอ้างอิงตรรกะเรื่อง "แม่ปูกับลูกปู" ถ้าแม่ปูเดินตรง ลูกปูก็เดินตรงตาม หาได้คิดไม่ว่าตรรกะดังกล่าวเป็นตรรกะที่คิดขึ้นในบริบทการเมืองการปกครองยุคโบราณที่ระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมืองไม่ซับซ้อนเช่นปัจจุบัน




แต่หากจะอ้างตรรกะแบบโบราณเช่นนั้น ก็ยังถือว่าผู้อ้างกำลังพูดขัดแย้งในตัวเอง เนื่องจากตนเองอวยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูว่าคนบางชนชั้นมีจริยธรรมบริสุทธิ์สูงส่ง เป็นแบบอย่างทางจริยธรรมอันดีเลิศของประชาชนทั้งปวง ฉะนั้น หากตรรกะแม่ปูกับลูกปูเป็นจริง ไหนเลยสังคมนี้จริยธรรมจะเสื่อมทรามได้ จะตัดตอนกล่าวโทษว่าจริยธรรมสังคมเสื่อมเพราะนักการเมืองชั่ว ดูจะอคติมากเกินไปกระมัง

การบริโภคศาสนาในปัจจุบัน จึงก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางพฤติกรรมและทางหลักการ ทางพฤติกรรมคือการเสพศาสนาเพื่อเป้าหมายอื่นที่ตรงข้ามกับเป้าหมายของศาสนาจริงๆ เช่น พุทธพาณิชย์ การโฆษณาชวนเชื่อ การหลอกลวง สร้างมายาคติ สร้างความเชื่อ ความหวัง ความปรารถนาดราม่าต่างๆ ที่อาจดลบันดาลให้ได้ด้วยวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ และอานุภาพของความดีในนามของแบรนด์ "บุญ"

และปัญหาทางหลักการ ก็คือการอ้างอิงหลักการทางศาสนาอย่างบิดเบือน ไม่ซื่อตรง เพราะหวังผลทางการเมือง หรือทางอื่นใด มากกว่าที่จะอ้างหลักการของศาสนาเพื่อความงอกงามทางปัญญา คุณค่าทางจิตวิญญาณ ความเป็นธรรมและสันติภาพทางสังคมตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของศาสนา
ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน


* 13428693301342869461l.jpg (73.28 KB, 800x600 - ดู 197 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 22 กรกฎาคม 2012, 08:51:37 โดย ลุงหนาน » IP : บันทึกการเข้า

อย่ายึดมั่นกับสิ่งใดๆ เพราะอะไรๆ ก็ไม่แน่นอน
@เชียงแสน
สมาชิกลงทะเบียน
ระดับ ป.ตรี
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,362


..ทุกลมหายใจคือการเปลี่ยนแปลง..


« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 22 กรกฎาคม 2012, 11:21:11 »

 ยิ้ม...ถูกของท่านครับ...นี่แหละคือผู้คนในยุคนี้... ยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า
jirapraserd
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651


« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 22 กรกฎาคม 2012, 14:21:14 »

ทุกสิ่งทุกอย่าง มันไม่เที่ยง มาแล้วก็ไป จุดมุ่งหมายในการสร้างเพื่อให้คนรุ่นหลังตามหาแก่น
แท้ในศาสนาพุทธ พูดง่าย ๆ ก็คือ ทิ้งร่องรอยเอาไว้ เพื่อตามหาแก่นแท้ของศาสนาพุทธ

กาลต่อไปข้างหน้าแก่นแท้คือการปฏิบัติจะเริ่มเลือนหายไป
จะเหลือแค่พิธีกรรม ความเชื่อ วัตถุต่าง ๆ ถ้าคนที่สร้างวัตถุฉลาดลึกล้ำ มีปัญญา
มีญาณทัสนะ ท่านจะสลักภาษากำกับ ไว้เช่น  "สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นยอมดับไปเป็น
ธรรมดา"  ในกาลต่อไปบุคคลใดเคยปฏิบัติมาแล้ว เืมื่อมาเห็นคำจารึกเหล่านี้
ใจก็เกิดสะดุดธรรมะ ของเก่าที่เคยทำไว้ก็จะกลับมา จุดมุ่งหมายอยู่ตรงนี้

แต่ถ้าทั้งแก่นแท้ในศาสนาพุทธ และพิธีกรรมต่าง ๆ หายสาบสูญไปทั้งหมดสิ้น
อะไรจะเกิดขึ้น โลกจะเว้นวรรคจากศาสนาพุูทธอีกนานแสนนานเท่าไหร่

ในขณะนี้คำสอนต่าง ๆ และครูบาอาจารย์ ก็ยังอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์
อย่าให้เสียโอกาส  อย่าประมาท เวลามีไม่มากในสังสารวัฏ ที่เกิด
มาพบกับศาสนาพุทธ ที่สมบูรณ์แบบอย่างในยุคนี้
IP : บันทึกการเข้า
เมฆพัตร
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,027



« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 23 กรกฎาคม 2012, 02:17:11 »

ขอบคุณที่เพื่อนสมาชิกที่นำมาให้ได้อ่านได้ชมกันครับ

แต่อีกที่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าผู้เขียนไม่เคยไปวัดป่า วัดสายปฏิบัติบางเลยหรืออย่างไร

เพราะวัดเหล่านั้นถ้าได้ไปแล้วก็คงจะรู้จะทราบว่ายังมีกลุ่มชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตรงข้ามกับบุ

คลที่เขาได้เขียนไว้ที่เขาสนใจถึงแก่นถึงธรรม   

อุปมาเหมือนประโยคสนทนาที่ชาวต่างชาติมาเที่ยวเหมืองไทย แล้วกลับไปเล่าให้เพื่อนที่เคยมาเที่ยวเมืองไทยฟัง

ผู้เที่ยว : ฉันเพิ่งกลับจากเที่ยวเมืองไทยมา มีแต่ผับแต่บาร์ หญิงขายบริการ ไม่เห็นมีที่น่าเที่ยวเลย

เพื่อน :  ทำไหมฉันไม่เจอเลย ฉันเจอแต่วัดวาอารามณ์ที่สวยงาม วัฒนธรรมของคนแต่ละภาค ธรรมชาติที่สวยงาม ภูเขา แม่น้ำ ทะเลที่สวยงาม

ผู้เที่ยว : ทำไหมฉันไม่เจอเลย

เพื่อน : ที่เธอไม่เจอเพราะเธอชอบแบบนั้นหรือว่าเธอไม่สนใจที่จะเจอ...
IP : บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
เรื่องที่น่าสนใจ
 

ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!