เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 02 กรกฎาคม 2022, 08:50:21
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ธุรกิจบริการ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : https://forums.chiangraifocus.com/index.php?topic=1025412.0

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  ศาสนา กิจกรรมทางวัด (ผู้ดูแล: ap.41, ลุงหนาน)
| | |-+  ผมอยากรู้ว่ามีกี่คนที่รู้ว่าพระพุทธองค์ท่านสอนอะไร ท่านรู้เรื่องอะไร
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 พิมพ์
ผู้เขียน ผมอยากรู้ว่ามีกี่คนที่รู้ว่าพระพุทธองค์ท่านสอนอะไร ท่านรู้เรื่องอะไร  (อ่าน 2551 ครั้ง)
HS5RZS
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104


« เมื่อ: วันที่ 14 กรกฎาคม 2012, 13:52:48 »

เราได้ฟังคำสอนกันมาเกือบตลอดชีวิต คนโน้นบอกอย่างนั้น คนนี้บอกอย่างนี้ สรุปแล้วท่านสอนเรื่องอะไร ไม่เครียดนะครับ ชิวๆ
IP : บันทึกการเข้า
ap.41
ตอบแทนคุณแผ่นดิน
ผู้ดูแลบอร์ด
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18,884


ไม่มีเทพไม่มีโปร..มีแต่เราที่จะก้าวไปพร้อมกัน...


« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 14 กรกฎาคม 2012, 14:07:28 »

สอนให้ทำดี
เว้นทำชั่ว
ทำใจให้สงบ
IP : บันทึกการเข้า

เวียงเก่า
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 280



« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 15 กรกฎาคม 2012, 10:20:53 »

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นเหตุแห่งทุกข์ และทรงชี้บอกทางในการขจัดเหตุแห่งทุกข์นั้น  ยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า

ผลมันไม่ออกมาตามที่คาดหวัง จะมานั่งเสียใจไปทำไม เมื่อได้พยายามทำเหตุให้ดีที่สุดแล้ว
ใต้ฟ้า..เจียงฮาย
<<< Fibre optic>>>
สมาชิกลงทะเบียน
ระดับ :ป.โท
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,553


บริการ เดินสาย Fiber optic ,LAN


« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 15 กรกฎาคม 2012, 10:39:08 »

สอนให้ทำดี
เว้นทำชั่ว
ทำใจให้สงบ

84000 พระธรรมขันธ์..ย่อสุดให้เหลือแก่นแท้หัวใจของพระพุทธศาสนา...คือ สามสิ่งนี้
พระพุทธองค์สอนให้ทำดี....ทำดีต่อตนเอง และผู้อื่น...ตามกำลังที่เราพึงกระทำได้..
"...................."ละเว้นทำชั่ว...ละเว้นการกระทำชั่วต่อตนเอง..และผู้อื่น...ทั้งทางกาย.(การใช้กำลัง).....วาจา(คำพูด)...ใจ(คิดร้าย..อาฆาต..อิจฉา..ริษยา)
"..................."ทำใจให้สงบ...หมายถึงการจะกระทำสิ่งใด..คิดสิ่งใด..ควรมีสมาธิ..ตรึกตรองใคร่ครวญให้รอบคอบ...ให้คิดถึงผลดีผลเสียที่จะตามมา...พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ...เกิดขึ้น..ดำรงค์อยู่..ดับไป...(ไม่ได้ให้ปลง)..แต่ให้คิดตามธรรมชาติของความเป็นจริง...
IP : บันทึกการเข้า

<<รับเดินสาย LAN ,สาย Fiber Optic ,ซ่อมคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์ Printer>><<087-1729636>>
james_cr2001
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 264


« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 15 กรกฎาคม 2012, 16:17:36 »

ท่านสอนให้เรียนรู้เรื่องตัวเราเอง
ตัวเราประกอบไปด้วย รูปกับนาม ภาษาบาลี เรียก กายกับใจ
ก่อนที่จะเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเรา ต้องปรับพื้นฐานก่อน
เพื่อลดภาระยุ่งยากทางใจออกไป
1. ต้องถือศิีลก่อนเป็นอันดับแรก ศีล 5 ห้าก็พอแล้ว
2. ต้องเรียนรู้ว่าอะไรคือ สมถะกรรมฐาน และอะไรคือวิปัสนากรรมฐาน
3. สมถะกรรมฐาน  ทำไปเพื่อให้จิตใจสงบ ให้จิตใจได้พักผ่อน
4. วิปัสนากรรมฐาน ทำไปเพื่อให้เกิดปัญญา
    ปัญญาในทางศาสนาพุทธคือ  เห็นกายกับใจ ตามความเป็นจริง
    เมื่อเห็นตามความจริงแล้ว จะเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายจะคลายกำหนัด
    เมื่อคลายกำหนัด จะหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้น จะรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว
5. อะไรคือทุกข์ หน้าที่ต่อทุกข์ ต้องทำอย่างไร
    ทุกข์คือ กายกับใจ หน้าที่ต่อกายกับใจคือ รู้  ไม่ได้ให้ละทุกข์ ท่านให้รู้ทุกข์
    ให้รู้กายกับใจ ตามความเป็นจริง ไม่ได้ให้ไปบิดเบือนกายกับใจ
    กายเป็นอย่างไรก็ให้รู้ ใจเป็นอย่างไรก็ให้รู้  มีแต่รู้ รู้ รู้
    เมื่อรู้กายกับใจแล้ว ความอยากจะถูกละไปโดยอัติโนมัติ ไม่ต้องไปละมันมันจะละทิ้ง
    ความอยากของมันเอง
  
ทีนี้มาถึงวิธีการฝึก ต้องฝึกไม่ฝึกไม่ได้ ไม่มีการเกิดขึ้นมาลอย ๆ หรือฟลุ๊ค ๆ
ขั้นแรกต้อง แยกรูปกับนาม คือ แยกกายกับใจก่อน
กาย มีหน้าที่อะไร สังเกตุให้ดี  ร่างกายมีหน้าที่ เดิน ยืน นั่ง นอน คู้ เหยียด ฯลฯ
ใจ   มีหน้าที่อะไร สังเกตุให้ดี  ใจมีหน้าที่ นึก คิด ปรุงแต่ง ทั้งวันทั้งคืน

อย่างย่อที่สุดแล้ว

สรุปแล้วภูมิของเราไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง ต้องเห็นข้อความตัวหนังสือที่บรรทึกไว้
ได้อ่าน ได้ฟังคำสอนจากครูบาอาจารย์ ได้ฟังธรรม ธรรมะถึงจะสะกิดใจให้ระลึกได้
ไปด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะเราเป็น สาวกภูมิ  ถ้าทำไปโดยตัวเอง หรือทำด้วยความ
คิดเห็นของตัวเอง หลงทางเนิ่นช้า

ท่านไม่ได้สอนให้อ้อนวอน ร้องขอ งอมืองอเท้า พึ่งพาคนอื่น
ท่านสอนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับกิเลส แผดเผากิเลสให้เหือดแห้ง
ความโลภ ความโกรธ ความหลง สามสิ่งนี้ผูกมัดเรา ตรึงเราไว้ในภพภูมิต่างๆ หมุนวนกันไป
เรียกว่า สังสารวัฏ ตายเกิด ตายเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด หาต้นหาปลายไม่เจอ
เกิดมาครั้งใดก็มีทุกข์ร่ำไป คำสอนท่านสอนให้เราออกจาก สังสารวัฏ
เพราะสังสารวัฏเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวมันเองได้
ความน่ากลัวมันจึงอยู่ที่ การปิดบังตัวของมันเอง ไม่ให้เรารู้ในอดีตที่ผ่านมา มันซ่อนเร้นเอาไว้ในจิตใต้สำนึกหรือที่เรียกว่า ภวังค์จิต เราเคยตายมาแล้วกี่หน เคยฆ่าคนมาแล้วกี่คน
ลงนรกมาแล้่วกี่ขุม ทำัชั่วสารพัดมากมายเท่าไหร่ สิ่งพวกนี้มันไม่ได้หายไปใน
แล้วซักวันมันจะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง เมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวเราแล้วความทุกข์
แสนสาหัสมันจะเกิดขึ้นในใจเรา น้ำตาแห่งความทุกข์จะหลั่งไหลออกมา
ความเสียใจจะบีบคั้นจิตใจ ให้โลกทัีั้งโลกหม่นหมองลงไปในขณะนั้น

เพราะฉนั้นเมื่อได้เกิดมาชาตินี้แล้ว อย่าให้เสียชาติเกิด อย่าประมาท
ท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่า อีก 100 ปีข้างหน้าท่านจะไปเกิดเป็นอะไร
เชียงราย 750 ปี แสดงว่าตายเกิดมาแล้ว 7-8 ชาติครั้งเป็นอย่างต่ำ

อย่าประมาท งานหลักคือการภาวนา งานรองคือการทำมาหากิน
ทรัพย์สมบัติที่หามาได้ ตายไปมันก็ทิ้งหมด เอาไปไม่ได้
เหมือนหมูที่เค้าเลี้ยงไว้ เลี้ยงอย่างดี วันสุดท้ายเค้าเอาไปฆ่า
เราก็ไม่ต่างอะไรกับหมู ตราบใดที่พระธรรมคำสั่งสอนยังสมบูรณ์
รีบ ๆ ปฏิบัติครับ เพราะถ้าสูญหายไปทั้งหมดแล้วมันจะอ้างว้าง
ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งพึง มีแต่การปฏิบัติที่เข้าถึงจิตถึงใจเท่านั้น
ที่จะติดตัวข้าพภพข้ามชาติไป นอกนั้นเอาอะไรไปไม่ได้เลย หาสาระแก่นสาร
ไม่ได้เลยทิ้งทั้งหมด  การเวียนว่ายตายเกิดมันน่ากลัวน๊ะครับ ใครที่ความจำดี ๆ
จะรู้ว่าภพชาติที่ผ่าน ๆ มามันน่ากลัวอย่างไร

อยู่ ๆ จะมาบอกว่าปล่อยวาง ไม่ได้หรอกครับ ต้องฝึกอีกนาน
จิตมันจะปล่อยวางได้ มันต้องยอมรับ ยอมจำนนด้วยตัวของมันเอง
อยู่ ๆ จะมาปล่อยวางไม่ได้หรอก ไม่ใช่คิด ๆ เอา
แค่เห็นการเกิดดับยังเป็น วิปัสนาญาณที่ ๔ อุทยัพยญาณ
ถึงจะเห็นจิตเกิดดับ สืบต่อกันไป จิตไม่ได้มีดวงเดียว แต่มันเกิด ๆ ดับ ๆ ตลอด
พูดมันง่าย แต่ถ้าฝึกศรัทธาไม่มั่นคง อย่ามาพูดเลยครับ เป็นไปไม่ได้
อย่างมากก็แค่ วันนี้ศรัทธา พรุ่งนี้ไม่ศรัทธา การปฏิบัติเหยาะ ๆ แหยะ ๆ
ไม่ได้ผลหรอก ต้องต่อเนื่องจริงจัง ห้ามเว้นวรรค เส้นทางธรรมไม่ได้มาง่ายๆครับ
ต้องปฏิบัติถวายชิวิตจริง ๆ ธรรมะเป็นของสูง  

ธรรมะกับธรรมชาติไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ธรรมะแท้ ๆไม่มีเกิดมีดับ
แต่ธรรมชาติ ยังมีเกิดมีดับ

ทางสายกลางคือ  จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ไม่หลง ไม่ใหลไปในโลกของความคิด

อริยะสัจ คืออะไร อริยะสัจ แปลว่า ความจริงของพระอริยะ
คนธรรมดาทั่วไปอย่างเรา ๆ จะเห็นไม่ได้ด้วยการคิดเอา มีกระบวนการเกิดของอริยะมรรค

คนธรรมดาอย่างเราจะต้องฝึกเพื่อเข้าถึงอริยะมรรค
อริยะสัจ ข้อแรกคือ ทุกข์ หน้าที่ต่อทุกข์ คือ รู้ทุกข์ ไม่ได้ให้ละ
ถ้าไปละทุกข์ ก็ไม่ใช่ทางเดินของศาสนาพุทธ  ศาสนาพุทธให้รู้ทุกข์
ทุกข์ให้รู้ ตัวให้ละ คือตัวความอยาก ความอยากก็คือตัวสมุห์ทัย   

ตัวทุกข์คืออะไร ศาสนาพุทธ นิยามคำว่าทุกข์ คือ รูป นาม กายใจ ของเรา



















« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 18 กรกฎาคม 2012, 11:59:37 โดย james_cr2001 » IP : บันทึกการเข้า
สบายแมน
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,488



« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 15 กรกฎาคม 2012, 16:27:50 »

คนที่รู้จริงอย่างถ่องแท้ก็พระอรหันต์ไงครับ แต่ไม่รุ้ว่าตอนนี้มีกี่พันคน ยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า
ลุงหนาน
ผู้ดูแลบอร์ด
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 249



« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 15 กรกฎาคม 2012, 16:50:11 »

หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีมากมาย ฝากไว้สองข้อ  1.ไม่เบียดเบียนตน 2. ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
นี่คือหลักดำเินินชีวิตตามแนวทางของศีล 5 ส่วนนอกเหนือจากนั้นค่อยพัฒนากันไป
IP : บันทึกการเข้า

อย่ายึดมั่นกับสิ่งใดๆ เพราะอะไรๆ ก็ไม่แน่นอน
studyonline02
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 15 กรกฎาคม 2012, 17:52:37 »

สอนธรรมมะครับ ที่แปลว่าธรรมดาหรือธรรมชาติซึ่งเป็นของกลางๆ ไม่เป็นของใครเกิดและดับตามเหตุปัจจัย ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ..
IP : บันทึกการเข้า
HS5RZS
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104


« ตอบ #8 เมื่อ: วันที่ 16 กรกฎาคม 2012, 14:16:58 »

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นเหตุแห่งทุกข์ และทรงชี้บอกทางในการขจัดเหตุแห่งทุกข์นั้น  ยิ้ม
น่าสนทนาด้วยเป็นอย่างยิ่ง มีน้อยคนที่รู้ว่าจริงๆแล้วงพุทธองค์ตรัสรู้อะไร นับถือครับ ยิ้มกว้างๆ ขาดไปสองอย่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 16 กรกฎาคม 2012, 14:22:31 โดย HS5RZS » IP : บันทึกการเข้า
samurai_ฅนเมือง
สถิต ห้าแยกพ่อขุนฯ
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,118



« ตอบ #9 เมื่อ: วันที่ 16 กรกฎาคม 2012, 17:08:23 »

ง่ายๆ คับ อริยสัจ4  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค=มรรคมีองค์8 เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา(หรือที่เรียกว่า ทางสายกลาง)
IP : บันทึกการเข้า

หลายคนเรียนไม่จบแต่พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญญาไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
HS5RZS
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104


« ตอบ #10 เมื่อ: วันที่ 16 กรกฎาคม 2012, 17:11:30 »

ง่ายๆ คับ อริยสัจ4  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค=มรรคมีองค์8 เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา(หรือที่เรียกว่า ทางสายกลาง)
ตรงเผง ชัดเจน
IP : บันทึกการเข้า
samurai_ฅนเมือง
สถิต ห้าแยกพ่อขุนฯ
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,118



« ตอบ #11 เมื่อ: วันที่ 16 กรกฎาคม 2012, 17:22:07 »

ง่ายๆ คับ อริยสัจ4  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค=มรรคมีองค์8 เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา(หรือที่เรียกว่า ทางสายกลาง)
ตรงเผง ชัดเจน
ลืมบอก ว่าพระพุทธองค์ ก็ตรัสรู้ได้ด้วยวิธีนี้นะคับ ...*-*
IP : บันทึกการเข้า

หลายคนเรียนไม่จบแต่พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญญาไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
mid
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 368


« ตอบ #12 เมื่อ: วันที่ 31 กรกฎาคม 2012, 10:09:31 »

ท่านสอนให้เรียนรู้เรื่องตัวเราเอง
ตัวเราประกอบไปด้วย รูปกับนาม ภาษาบาลี เรียก กายกับใจ
ก่อนที่จะเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเรา ต้องปรับพื้นฐานก่อน
เพื่อลดภาระยุ่งยากทางใจออกไป
1. ต้องถือศิีลก่อนเป็นอันดับแรก ศีล 5 ห้าก็พอแล้ว
2. ต้องเรียนรู้ว่าอะไรคือ สมถะกรรมฐาน และอะไรคือวิปัสนากรรมฐาน
3. สมถะกรรมฐาน  ทำไปเพื่อให้จิตใจสงบ ให้จิตใจได้พักผ่อน
4. วิปัสนากรรมฐาน ทำไปเพื่อให้เกิดปัญญา
    ปัญญาในทางศาสนาพุทธคือ  เห็นกายกับใจ ตามความเป็นจริง
    เมื่อเห็นตามความจริงแล้ว จะเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายจะคลายกำหนัด
    เมื่อคลายกำหนัด จะหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้น จะรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว
5. อะไรคือทุกข์ หน้าที่ต่อทุกข์ ต้องทำอย่างไร
    ทุกข์คือ กายกับใจ หน้าที่ต่อกายกับใจคือ รู้  ไม่ได้ให้ละทุกข์ ท่านให้รู้ทุกข์
    ให้รู้กายกับใจ ตามความเป็นจริง ไม่ได้ให้ไปบิดเบือนกายกับใจ
    กายเป็นอย่างไรก็ให้รู้ ใจเป็นอย่างไรก็ให้รู้  มีแต่รู้ รู้ รู้
    เมื่อรู้กายกับใจแล้ว ความอยากจะถูกละไปโดยอัติโนมัติ ไม่ต้องไปละมันมันจะละทิ้ง
    ความอยากของมันเอง
  
ทีนี้มาถึงวิธีการฝึก ต้องฝึกไม่ฝึกไม่ได้ ไม่มีการเกิดขึ้นมาลอย ๆ หรือฟลุ๊ค ๆ
ขั้นแรกต้อง แยกรูปกับนาม คือ แยกกายกับใจก่อน
กาย มีหน้าที่อะไร สังเกตุให้ดี  ร่างกายมีหน้าที่ เดิน ยืน นั่ง นอน คู้ เหยียด ฯลฯ
ใจ   มีหน้าที่อะไร สังเกตุให้ดี  ใจมีหน้าที่ นึก คิด ปรุงแต่ง ทั้งวันทั้งคืน

อย่างย่อที่สุดแล้ว

สรุปแล้วภูมิของเราไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง ต้องเห็นข้อความตัวหนังสือที่บรรทึกไว้
ได้อ่าน ได้ฟังคำสอนจากครูบาอาจารย์ ได้ฟังธรรม ธรรมะถึงจะสะกิดใจให้ระลึกได้
ไปด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะเราเป็น สาวกภูมิ  ถ้าทำไปโดยตัวเอง หรือทำด้วยความ
คิดเห็นของตัวเอง หลงทางเนิ่นช้า

ท่านไม่ได้สอนให้อ้อนวอน ร้องขอ งอมืองอเท้า พึ่งพาคนอื่น
ท่านสอนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับกิเลส แผดเผากิเลสให้เหือดแห้ง
ความโลภ ความโกรธ ความหลง สามสิ่งนี้ผูกมัดเรา ตรึงเราไว้ในภพภูมิต่างๆ หมุนวนกันไป
เรียกว่า สังสารวัฏ ตายเกิด ตายเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด หาต้นหาปลายไม่เจอ
เกิดมาครั้งใดก็มีทุกข์ร่ำไป คำสอนท่านสอนให้เราออกจาก สังสารวัฏ
เพราะสังสารวัฏเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวมันเองได้
ความน่ากลัวมันจึงอยู่ที่ การปิดบังตัวของมันเอง ไม่ให้เรารู้ในอดีตที่ผ่านมา มันซ่อนเร้นเอาไว้ในจิตใต้สำนึกหรือที่เรียกว่า ภวังค์จิต เราเคยตายมาแล้วกี่หน เคยฆ่าคนมาแล้วกี่คน
ลงนรกมาแล้่วกี่ขุม ทำัชั่วสารพัดมากมายเท่าไหร่ สิ่งพวกนี้มันไม่ได้หายไปใน
แล้วซักวันมันจะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง เมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวเราแล้วความทุกข์
แสนสาหัสมันจะเกิดขึ้นในใจเรา น้ำตาแห่งความทุกข์จะหลั่งไหลออกมา
ความเสียใจจะบีบคั้นจิตใจ ให้โลกทัีั้งโลกหม่นหมองลงไปในขณะนั้น

เพราะฉนั้นเมื่อได้เกิดมาชาตินี้แล้ว อย่าให้เสียชาติเกิด อย่าประมาท
ท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่า อีก 100 ปีข้างหน้าท่านจะไปเกิดเป็นอะไร
เชียงราย 750 ปี แสดงว่าตายเกิดมาแล้ว 7-8 ชาติครั้งเป็นอย่างต่ำ

อย่าประมาท งานหลักคือการภาวนา งานรองคือการทำมาหากิน
ทรัพย์สมบัติที่หามาได้ ตายไปมันก็ทิ้งหมด เอาไปไม่ได้
เหมือนหมูที่เค้าเลี้ยงไว้ เลี้ยงอย่างดี วันสุดท้ายเค้าเอาไปฆ่า
เราก็ไม่ต่างอะไรกับหมู ตราบใดที่พระธรรมคำสั่งสอนยังสมบูรณ์
รีบ ๆ ปฏิบัติครับ เพราะถ้าสูญหายไปทั้งหมดแล้วมันจะอ้างว้าง
ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งพึง มีแต่การปฏิบัติที่เข้าถึงจิตถึงใจเท่านั้น
ที่จะติดตัวข้าพภพข้ามชาติไป นอกนั้นเอาอะไรไปไม่ได้เลย หาสาระแก่นสาร
ไม่ได้เลยทิ้งทั้งหมด  การเวียนว่ายตายเกิดมันน่ากลัวน๊ะครับ ใครที่ความจำดี ๆ
จะรู้ว่าภพชาติที่ผ่าน ๆ มามันน่ากลัวอย่างไร

อยู่ ๆ จะมาบอกว่าปล่อยวาง ไม่ได้หรอกครับ ต้องฝึกอีกนาน
จิตมันจะปล่อยวางได้ มันต้องยอมรับ ยอมจำนนด้วยตัวของมันเอง
อยู่ ๆ จะมาปล่อยวางไม่ได้หรอก ไม่ใช่คิด ๆ เอา
แค่เห็นการเกิดดับยังเป็น วิปัสนาญาณที่ ๔ อุทยัพยญาณ
ถึงจะเห็นจิตเกิดดับ สืบต่อกันไป จิตไม่ได้มีดวงเดียว แต่มันเกิด ๆ ดับ ๆ ตลอด
พูดมันง่าย แต่ถ้าฝึกศรัทธาไม่มั่นคง อย่ามาพูดเลยครับ เป็นไปไม่ได้
อย่างมากก็แค่ วันนี้ศรัทธา พรุ่งนี้ไม่ศรัทธา การปฏิบัติเหยาะ ๆ แหยะ ๆ
ไม่ได้ผลหรอก ต้องต่อเนื่องจริงจัง ห้ามเว้นวรรค เส้นทางธรรมไม่ได้มาง่ายๆครับ
ต้องปฏิบัติถวายชิวิตจริง ๆ ธรรมะเป็นของสูง  

ธรรมะกับธรรมชาติไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ธรรมะแท้ ๆไม่มีเกิดมีดับ
แต่ธรรมชาติ ยังมีเกิดมีดับ

ทางสายกลางคือ  จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ไม่หลง ไม่ใหลไปในโลกของความคิด

อริยะสัจ คืออะไร อริยะสัจ แปลว่า ความจริงของพระอริยะ
คนธรรมดาทั่วไปอย่างเรา ๆ จะเห็นไม่ได้ด้วยการคิดเอา มีกระบวนการเกิดของอริยะมรรค

คนธรรมดาอย่างเราจะต้องฝึกเพื่อเข้าถึงอริยะมรรค
อริยะสัจ ข้อแรกคือ ทุกข์ หน้าที่ต่อทุกข์ คือ รู้ทุกข์ ไม่ได้ให้ละ
ถ้าไปละทุกข์ ก็ไม่ใช่ทางเดินของศาสนาพุทธ  ศาสนาพุทธให้รู้ทุกข์
ทุกข์ให้รู้ ตัวให้ละ คือตัวความอยาก ความอยากก็คือตัวสมุห์ทัย   

ตัวทุกข์คืออะไร ศาสนาพุทธ นิยามคำว่าทุกข์ คือ รูป นาม กายใจ ของเรา




















อธิบายได้ชัดเจน  เคยไปปฎิบัติธรรมหลายคอร์ส ไม่ง่ายอย่างที่คิดกับการฆ่ากิเลส ต้องพยายามต่อไป ที่สำคัญมากที่สุดคือความเพียรค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อคิดดี ๆค่ะ
IP : บันทึกการเข้า
@เชียงแสน
สมาชิกลงทะเบียน
ระดับ ป.ตรี
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,362


..ทุกลมหายใจคือการเปลี่ยนแปลง..


« ตอบ #13 เมื่อ: วันที่ 31 กรกฎาคม 2012, 19:56:11 »

สอนให้ทำดี
เว้นทำชั่ว
ทำใจให้สงบ


...สามสิ่งนี้ครับ และมีอีกสิ่งสุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงตรัส คือ "อย่าประมาท" ส่วนคำถามที่ว่ามีกี่คนที่รู้ว่าพระพุทธองค์สอนอะไร ท่านรู้เรื่องอะไรนั้น มันนอกเหนือจากเราจะรู้ได้หมด น่าจะอยู่ในเรื่องของ "อจินไตย 4" ครับ ลองศึกษาเพิ่มเติมดูได้....
IP : บันทึกการเข้า
chakapong
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 160


« ตอบ #14 เมื่อ: วันที่ 31 กรกฎาคม 2012, 20:30:32 »

ทำความดี  ละเว้นความชั่ว  ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
IP : บันทึกการเข้า
แมงคอลั่น
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,454



« ตอบ #15 เมื่อ: วันที่ 02 สิงหาคม 2012, 07:19:29 »

สาธุ
IP : บันทึกการเข้า
cowboy101
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 261


« ตอบ #16 เมื่อ: วันที่ 02 สิงหาคม 2012, 07:35:41 »

อิทัปปัตยตา
IP : บันทึกการเข้า
corolado4
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,832


บ้านสวน ดอยพระบาท11 (ธารน้ำกรณ์2)


« ตอบ #17 เมื่อ: วันที่ 02 สิงหาคม 2012, 07:59:06 »

               รับวันพระ มาให้ความรู้เป็นทานแก่กันและกัน
ประเทศไทย มีวันพระ (วันขึ้น/วันแรม) แปดค่ำ สิบห้าค่ำ(บางเดือนมีสิบสี่ค่ำ)
ตกเดือนล่ะสี่ถึงห้าวัน ปีหนึ่ง ก็ ประมาณ หกสิบวันพระ
(เทียบกับศาสนาคริสต์ มีเข้าโบสถ์ทุกอาทิตย์ ๕๒ วัน ไม่นับรวมวันสำคัญของเขา)
                แล้ววันพระใหญ่ของไทย มีวันไหนบ้าง
..มาฆะบูชา วันเพ็ญ เดือน ๓ ...พระอรหันต์มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย
..วิสาขบูชา วันเพ็ญ เดือน ๖ ...วันประสูติ วันตรัสรู้ วันปริพนิพพาน.วันเดียวกัน
..อาสาฬบูชา วันเพ็ญ เดือน ๘..แสดงธรรมครั้งแรก  มีพระสงฆ์องค์แรก
นอกนั้นก็เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับวิถีพุทธ..เข้าพรรษา...ออกพรรษา..
.ทอดกฐิน   ทอดผ้าป่า   สร้างพระประธานเบิกเนตร  สร้างโบสถ์ ตัดฝังลูกนิมิตร
 สร้างกุฏิวิหาร ศาลาการเปรียญ สร้างสถูปเจดีย์ สร้างพระพุทธรูป สร้างสิ่งใหญ่โต
พิธีกรรม  การบวชพระ  การเฉลิมฉลองในงานพิธีต่างๆ มีเกี่ยวข้องตลอดปี..
..แต่มีหลายคนก็ยังไม่เข้าถึงวิถีพุทธ..
...ช่วยกันจรรโลงสืบสานประเพณีวัฒนธรรมให้อยู่คู่ไทยตลอดไปด้วยเถิด....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 04 สิงหาคม 2012, 22:47:39 โดย corolado4 » IP : บันทึกการเข้า

nantong
ปั๋น กั๋นฮู้ แล้วก่อยเอาไปกึ๊ดอ่าน กั๋น แหมกำ อาจมีผิดถูก ฯ
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,584



« ตอบ #18 เมื่อ: วันที่ 22 มิถุนายน 2013, 16:36:59 »

   กราบขอฝาก ญาติธรรม ที่เคารพ  มารื้อฟื้นหัวข้อนี้ มาเสวนาธรรมทานกัน อีกครับ
IP : บันทึกการเข้า

หนานขี้อู้หำยาน : นายจิราวัฒน์  โสรัจพงศ์เกษม / หนานธง   อีเมล : k e n g k a b h e n g @ g m a i l . c o m    มือถือ  081 777  51 76
JAMESCOM1
ทักทายผมได้นะครับ Line: JAMESCOM007
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,166

สอนคอม & ซ่อม เชียงราย


« ตอบ #19 เมื่อ: วันที่ 22 มิถุนายน 2013, 17:59:24 »

ก็สอนในสิ่งที่ดี ที่ควร ที่ถูกต้อง ไงครับ อิอิ

นี่คือคำตอบที่ดีที่สู...ด ของผม  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า


มาทาง Big-C ถ.ศรีทรายมูล สันสลีซอย1
หน้า: [1] 2 พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
เรื่องที่น่าสนใจ
 

ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!