เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 21 พฤษภาคม 2022, 01:17:20
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ธุรกิจบริการ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : https://forums.chiangraifocus.com/index.php?topic=1025412.0

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  ศาสนา กิจกรรมทางวัด (ผู้ดูแล: ap.41, ลุงหนาน)
| | |-+  ถึงโลกถึงธรรม
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 พิมพ์
ผู้เขียน ถึงโลกถึงธรรม  (อ่าน 3857 ครั้ง)
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« เมื่อ: วันที่ 13 เมษายน 2012, 11:47:47 »

มีหนังสือที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์มาให้เพื่อนร่วมทุกข์อ่าน เนื่องจากเพิ่งแก้ไขตรวจทานเสร็จ
คิดไว้ว่าจะพิมพ์แจกฟรี เผื่อมีบางท่านมีจริตตรงกับเนื้อหาจะได้นำไปปฏิบัติดู

ท่านใดอ่านแล้วหากมีคำถาม เชิญตั้งกระทู้ถามได้แต่ควรเป็นคำถามที่เกี่ยว
เนื่องและเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ จะได้ตรงกับหัวข้อกระทู้

                               เจริญธรรม.

* ไก่ในเข่ง.doc (0 KB - ดาวน์โหลด 62 ครั้ง.)
* สารบัญ แด่คนทั้งโลก.docx (15.65 KB - ดาวน์โหลด 58 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 13 เมษายน 2012, 11:58:08 โดย jitdee » IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 13 เมษายน 2012, 11:54:19 »

แด่คนทั้งโลก

* สารบัญ แด่คนทั้งโลก.docx (15.65 KB - ดาวน์โหลด 82 ครั้ง.)
* แด่คนทั้งโลก.doc (119 KB - ดาวน์โหลด 79 ครั้ง.)
IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 13 เมษายน 2012, 11:56:37 »

เปิดอ่านไม่ได้ ท่านใดก็ได้ช่วยหน่อยนะ
IP : บันทึกการเข้า
little girl
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,174



« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 13 เมษายน 2012, 14:09:30 »

   มีทั้งหมด 21 หน้า  
  
   อ่านได้ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 13 เมษายน 2012, 17:24:24 โดย little girl » IP : บันทึกการเข้า

เมฆพัตร
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,027



« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 14 เมษายน 2012, 11:25:12 »

อ่านผ่านๆรอบหนึ่งแล้ว มันยังไงๆ ชอบกล เดี๋ยวอ่านอีกรอบจะมาตั้งตำถามครับ

IP : บันทึกการเข้า
ปัญญาวุฒิ
เดินต่อไป
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 394



« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 14 เมษายน 2012, 17:48:20 »


รับไว้อ่าน เดี๋ยวจะมาเม้นท์อีกที

ว่าแต่.... เป็นเกี๋ยวกับศาสนาพุทธ...ใช่หรือไม่
IP : บันทึกการเข้า

บล็อกเศรษฐี blogger    แบบบ้านน่ารัก
HARLEY DAVIDSON
BIKER
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,538


HARLEY DAVIDSON & MERCEDES BENZ


« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 16 เมษายน 2012, 01:17:09 »

อ่านผ่านๆรอบหนึ่งแล้ว มันยังไงๆ ชอบกล เดี๋ยวอ่านอีกรอบจะมาตั้งตำถามครับ


หนังสือน่าอ่านจัง
IP : บันทึกการเข้า

ขาดแคลนเงินตรา  แต่งชุดนักศึกษามาหาพี่
สุขใดไหนจะเท่า เมื่อล้วงกระเป๋าแล้วเจอตังค์
ปัญญาวุฒิ
เดินต่อไป
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 394



« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 27 เมษายน 2012, 15:31:02 »


เขียนได้ข้อคิดดี

(ติเพื่อก่อ)
ถ้าตัดเครื่องหมายมหัพภาค(Full stop) และ จุลวรรค (Comma) ที่ไม่จำเป็นออกไป ก็จะดีมากเลยครับ เพราะดูแล้วจะทำให้หนังสือด้อยค่าลงไปเยอะ

ถ้อยคำบางคำ เหมือนแปลจากหนังสือต่างประเทศ หรือ คำพูดของศาสนาอื่น

มีคำผิดหลายที่ครับ ลองตรวจดู
IP : บันทึกการเข้า

บล็อกเศรษฐี blogger    แบบบ้านน่ารัก
@เชียงแสน
สมาชิกลงทะเบียน
ระดับ ป.ตรี
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,362


..ทุกลมหายใจคือการเปลี่ยนแปลง..


« ตอบ #8 เมื่อ: วันที่ 27 เมษายน 2012, 19:51:39 »

...ใช้ได้เลยทีเดียวครับ...

...ลองใช้แบบตัวอักษร TH Sarabun ดูนะครับ แบบอักษรที่คนไทยสร้างขึ้นเอง อ่านแล้วสบายตาน่ะครับ Aungsana
ตอนนี้ไม่ค่อยชินตาละครับ...
IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #9 เมื่อ: วันที่ 27 เมษายน 2012, 23:24:29 »

  มีทั้งหมด 21 หน้า  
  
   อ่านได้ค่ะ
สาธุ (แปลว่าดีแล้ว)
           ลองไปฝึกทำดูนะ การฝึกเจริญสติไม่ยากอย่างที่คิด หากมีความเพียรและตั้งใจที่จะเริ่มต้นจริงๆ
          
           เจริญธรรม.
อ่านผ่านๆรอบหนึ่งแล้ว มันยังไงๆ ชอบกล เดี๋ยวอ่านอีกรอบจะมาตั้งตำถามครับ


สาธุ...
           ยินดีอย่างยิ่ง
    
           เจริญธรรม.



[/quote]หนังสือน่าอ่านจัง
[/quote]สาธุ...
           ทดลองฝึกดูนะ เผื่อตรงกับจริตตน

           เจริญธรรม.


เขียนได้ข้อคิดดี

(ติเพื่อก่อ)
ถ้าตัดเครื่องหมายมหัพภาค(Full stop) และ จุลวรรค (Comma) ที่ไม่จำเป็นออกไป ก็จะดีมากเลยครับ เพราะดูแล้วจะทำให้หนังสือด้อยค่าลงไปเยอะ

ถ้อยคำบางคำ เหมือนแปลจากหนังสือต่างประเทศ หรือ คำพูดของศาสนาอื่น

มีคำผิดหลายที่ครับ ลองตรวจดู
สาธุ...
            สิ่งที่อาตมาถ่ายทอดออกไปล้วนมาจากประสบการณ์จริง มิได้เกิดจากจินตนาการแล้วเขียนอย่าว่าแต่หนทางดับทุกข์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มิอาจเข้าถึงได้ด้วยการ"คิด"ที่ไม่เนื่องด้วย กาย เวทนา จิต ธรรมแต่อย่างใด
             ในการใช้สัญลักษณ์ในประโยคหรือวลีใดๆเพื่อต้องการเน้นและเบรคการอ่านเร็วของนักอ่านที่ติดนิสัยอ่านเร็วบางท่านเพื่อย้ำความหมายแต่ละประโยคคล้ายๆเว้นช่วงจังหวะในการพูดนั่นเองโดยมิได้คำนึงถึงความงดงามหรือดูดีตามความหมายทางโลกเลย...แต่ก็เห็นด้วยกับ
คำพูดของคุณนะ
              ส่วนถ้อยคำหรือสำนวนการนำเสนอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้แปลหรือถอดความมาจากไหนทั้งสิ้นแต่หากจะไปคล้ายหรือใกล้เคียงและหรือซ้ำกับใครก็คงไม่ยินดีหรือเสียใจหรือเกิดอุปาทานในอักขระและพยัญชนะใดๆดอก
              ส่วนในคำผิดที่คุณอ่านพบถ้าเป็นไปได้อาตมาอยากขอร้องให้คุณช่วยระบุและอนุญาตแก้ไขให้ด้วย(ในแง่ของการสะกดคำ)
              และขอให้คุณได้มีส่วนได้เห็น เข้าใจ และร่วมเผยแผ่ธรรมกับอาตมาด้วย
                          
                             เจริญธรรม.


              

  
            

IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #10 เมื่อ: วันที่ 27 เมษายน 2012, 23:59:23 »

...ใช้ได้เลยทีเดียวครับ...

...ลองใช้แบบตัวอักษร TH Sarabun ดูนะครับ แบบอักษรที่คนไทยสร้างขึ้นเอง อ่านแล้วสบายตาน่ะครับ Aungsana
ตอนนี้ไม่ค่อยชินตาละครับ...
เรื่องการพิมพ์หรือการใช้โปรแกรมในการพิมพ์อาตมาแทบไม่มีความรู้เลย ที่เห็นทั้งหมดในหนังสือ ก็เขียนด้วยลายมือแล้วไปให้ทางร้านพิมพ์ให้และทางผู้รับงานเขาก็ไม่คิดตังค์(ขออนุโมทนา)และที่พิมพ์อยู่นี้ก็ใช้วิธีจิ้มทีละตัว(จึงใช้เวลาในการตอบกระทู้นานมาก)
            มีครั้งหนึ่งลองหัดพิมพ์ต้นฉบับด้วยตัวเองได้ประมาณ2-3ย่อหน้ามือเผลอไปกดปุ่มอะไรก็ไม่ทราบข้อความที่พิมพ์ไว้ไหลมากองที่เดียวกันหมดเลย...ล้มเหลว!!จึงต้องไปให้ทางร้านพิมพ์ให้ดังที่บอก
             หนังสือเล่มนี้ตั้งใจจะทำเป็นหนังสือ 3 ภาษาไทย จีน อังกฤษกำลังส่งไปแปลอยู่
โดยผู้แปลคิดแค่ครึ่งราคาของงานแปลปกติ(งานแปลทั่วไปเริ่มต้นที่หน้าละ200)และหากสำเร็จแล้วอาตมาจะทำเป็น e-book หลังจากนั้นคงต้องหาคนช่วยนำไปโพสต์ในเว็บธรรมะต่างๆจึงถือโอกาสเชิญชวนผู้ที่มีล็อคอินในเว็บธรรมะต่างๆนำไปโพสต์ไว้ด้วย
              ในส่วนของคุณเชียงแสนหรือท่านใดก็ได้ถ้าพอมีเวลาอาตมาอนุญาตให้แก้ไขรูปแบบของตัวอักษรใหม่ได้เลยนะเผื่อจะจะทำให้อ่านง่ายขึ้น
               ที่สำคัญสิ่งที่อาตมาอยากจะบอกเพื่อนร่วมทุกข์ก็คือ ที่ต้องการสื่อคือเนื้อหาในหนังสือ ดังนั้นหากท่านอ่านแล้วควรทดลองนำไปฝึกดูจะได้เข้าถึงสิ่งที่อาตมาต้องการนำเสนอ
เพื่อตัวท่านเองโดยแท้
               
                          เจริญธรรม.
IP : บันทึกการเข้า
narutokung
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


« ตอบ #11 เมื่อ: วันที่ 09 พฤษภาคม 2012, 10:46:13 »


เขียนได้ข้อคิดดี

(ติเพื่อก่อ)
ถ้าตัดเครื่องหมายมหัพภาค(Full stop) และ จุลวรรค (Comma) ที่ไม่จำเป็นออกไป ก็จะดีมากเลยครับ เพราะดูแล้วจะทำให้หนังสือด้อยค่าลงไปเยอะ

ถ้อยคำบางคำ เหมือนแปลจากหนังสือต่างประเทศ หรือ คำพูดของศาสนาอื่น

มีคำผิดหลายที่ครับ ลองตรวจดู

ถ้าผมจะบอกว่า "ท่านเข้าใจผิด"  ในหลักธรรมที่ท่านแสดง ท่านจะรับพิจารณาเหตุและผลหรือไม่??
IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #12 เมื่อ: วันที่ 09 พฤษภาคม 2012, 13:32:18 »


เขียนได้ข้อคิดดี

(ติเพื่อก่อ)
ถ้าตัดเครื่องหมายมหัพภาค(Full stop) และ จุลวรรค (Comma) ที่ไม่จำเป็นออกไป ก็จะดีมากเลยครับ เพราะดูแล้วจะทำให้หนังสือด้อยค่าลงไปเยอะ

ถ้อยคำบางคำ เหมือนแปลจากหนังสือต่างประเทศ หรือ คำพูดของศาสนาอื่น

มีคำผิดหลายที่ครับ ลองตรวจดู

ถ้าผมจะบอกว่า "ท่านเข้าใจผิด"  ในหลักธรรมที่ท่านแสดง ท่านจะรับพิจารณาเหตุและผลหรือไม่??
คุณกำลังถามอาตมาหรือเปล่า(เพราะเห็นว่าคุณอ้างอิงคำพูดของคุณปัญญาวุฒิ)
ถ้าใช่อาตมาอยากจะบอกว่ายินดีอย่างยิ่งเพราะนี่เป็นกระดานสาธารณะ สิ่งใดก็ตามที่สนทนากัน
หากแม้เป็นประโยชน์กับสาธารณะโดยเฉพาะในเรื่องการดับทุกข์ด้วยแล้วตัวผู้สนทนาและผู้คนที่มีส่วนรับทราบย่อมได้อานิสงค์ไม่มากก็น้อย และถ้าจะให้ดีหากมีคำวิพากษ์วิจารย์ใดๆเกี่ยวกับความเข้าใจผิดในหลักธรรมของอาตมาช่วยยกข้อความซึ่งเป็นพุทธพจน์แสดงด้วยจะเป็นการดีอย่างยิ่ง
              เจริญธรรม.
IP : บันทึกการเข้า
narutokung
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


« ตอบ #13 เมื่อ: วันที่ 09 พฤษภาคม 2012, 16:21:57 »


เขียนได้ข้อคิดดี

(ติเพื่อก่อ)
ถ้าตัดเครื่องหมายมหัพภาค(Full stop) และ จุลวรรค (Comma) ที่ไม่จำเป็นออกไป ก็จะดีมากเลยครับ เพราะดูแล้วจะทำให้หนังสือด้อยค่าลงไปเยอะ

ถ้อยคำบางคำ เหมือนแปลจากหนังสือต่างประเทศ หรือ คำพูดของศาสนาอื่น

มีคำผิดหลายที่ครับ ลองตรวจดู

ถ้าผมจะบอกว่า "ท่านเข้าใจผิด"  ในหลักธรรมที่ท่านแสดง ท่านจะรับพิจารณาเหตุและผลหรือไม่??
คุณกำลังถามอาตมาหรือเปล่า(เพราะเห็นว่าคุณอ้างอิงคำพูดของคุณปัญญาวุฒิ)
ถ้าใช่อาตมาอยากจะบอกว่ายินดีอย่างยิ่งเพราะนี่เป็นกระดานสาธารณะ สิ่งใดก็ตามที่สนทนากัน
หากแม้เป็นประโยชน์กับสาธารณะโดยเฉพาะในเรื่องการดับทุกข์ด้วยแล้วตัวผู้สนทนาและผู้คนที่มีส่วนรับทราบย่อมได้อานิสงค์ไม่มากก็น้อย และถ้าจะให้ดีหากมีคำวิพากษ์วิจารย์ใดๆเกี่ยวกับความเข้าใจผิดในหลักธรรมของอาตมาช่วยยกข้อความซึ่งเป็นพุทธพจน์แสดงด้วยจะเป็นการดีอย่างยิ่ง
              เจริญธรรม.


ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านเจ้าของกระทู้เป็นอย่างยิ่ง  ที่ได้วิพากษ์ตรง และแรงเช่นนี้ และขออนุโมทนาที่ท่านไม่ได้ถือโทษใด ๆ อาจเป็นเพราะความคุ้นชินกับนิสัยแย่ ๆ ที่หมักหมมมาแสนนาน ประกอบกับสภาพสังคมปัจจุบันที่สับสนวุ่นวายไปทั่วทุกวงการ  จนบางครั้งแทบไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ  ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ รวมทั้งข้อธรรมคำสอนของพระภิกษุและฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมมีมากมายจนเกลื่อนกลาด จริงบ้าง เสกสรรปั้นเรื่อง ปั้นน้ำเป็นตัวบ้าง ซึ่งมีปรากฎมากมายตามสื่อต่าง ๆ สร้างความงุนงงให้กับผู้ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ฆราวาสผู้สนใจปฏิบัติจึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจสอบ การสอบทานกับนักปราชญ์บ้าง ตำรับตำราต่าง ๆ บ้าง  สอบทานกับสื่อออนไลน์บ้าง เท่าที่โอกาสจะอำนวย
   ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ ก็อาจพอเทียบเคียงได้ว่าผมเป็นผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว (รู้ตัวว่ามีทุกข์และแสวงหายิ่งเจอแต่ทุกข์หนักเข้าไปอีก) อยู่มาวันหนึ่งมีท่านผู้ใจดีท่านหนึ่งหยิบยื่นเงินจำนวนมากให้เปล่า ๆ คำนวณคร่าวแล้วเพียงพอสำหรับใช้หนี้สินที่มีอยู่ และเหลือพอที่จะเป็นเศรษฐีย่อย ๆ ได้  การตรวจสอบความเป็น “ของจริง” ของเงินจำนวนนั้นย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าหากผมใช้ “ของจริง”  ไปชำระหนี้สิน แน่นอนว่าผมสามารถทำได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย และชัดเจนอีกเช่นกันกัลยาณมิตรท่านนั้นย่อมต้องเป็นผู้ที่มีพระคุณอย่างล้นเหลือสำหรับผมด้วย  แต่หากเงินจำนวนมากมายนั้นปรากฏว่า “ปลอม” นอกจากผมจะทุกข์เพราะหนี้สินแล้วยังอาจทุกข์เพิ่มเติมเพราะต้องติดคุกเข้าไปด้วย และอย่างมากที่สุดผมคงได้แต่นึกเสียใจว่า “เราน่าจะตรวจสอบให้ดีก่อน” เท่านั้นเอง
   ส่วนข้อสงสัยและข้อสังเกตที่พบจากข้อเขียนของท่านนั้นผมได้แนบไฟล์ที่ระบายสีในส่วนของข้อความหรือประโยคของท่าน ผมใช้สีแดง  ส่วนที่ผมชี้แจงข้อสงสัยนั้นผมใช้สีน้ำเงิน  และต้องขออภัยอีกครั้งที่ไม่หยิบยกเอาพุทธพจน์มาอ้างอิง  ผมอ้างอิงแต่เพียงหนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้" บันทึกคติธรรม และธรรมเทศนาของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล โดย พระโพธินันทมุนี  เพียงฉบับเดียวเท่านั้น และจะเป็นพระคุณอย่างมากถ้าท่านจะรับพิจารณาและแก้ข้อสงสัยในไฟล์ที่ผมแนบมาครับ 
   ส่วนที่อ้างอิงคำพูดของท่านปัญญาวุฒินั้น ผมอ้างอิงในส่วนที่ว่า “เหมือนแปลมาจากหนังสือต่างประเทศหรือคำพูดของศาสนาอื่น” เท่านั้นเอง  แต่ผมก็ได้เพิ่มเติมในส่วนที่สงสัยว่า ท่าน “น่าจะได้รับอิทธิพลหรือหยิบยืม” เอามาจากแหล่งใดเท่านั้น เพิ่มเติมในไฟล์ และขอขอบพระคุณที่กรุณารับฟังข้อคิดเห็นมาก และจะหาโอกาสมาคารวะท่านหลังจากที่ท่านช่วยคลายความสงสัยให้ในไฟล์ครับ...ขอเพียงแต่ทราบว่าท่านอยู่พิกัดใดในประเทศไทยเท่านั้นแหละครับ เปิดโอกาสในการสนทนาธรรมให้ผมด้วยนะครับ แจ้งที่อยู่ในข้อความส่วนตัว ก็ได้ครับ
       

* ข้อสงสัยไก่ในเข่ง.doc (192.5 KB - ดาวน์โหลด 43 ครั้ง.)
IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #14 เมื่อ: วันที่ 10 พฤษภาคม 2012, 10:37:52 »

เจริญธรรมคุณ narutokung

                  เมื่อวาน(9-5-2555)ตัั้งแต่ก่อน18นาฬิกาอาตมาเข้ามาตอบกระทู้ให้คุณแต่เนื่องจาก
พิมพ์ไม่เก่งจึงใช้เวลานานมากจนเลยสี่ทุ่มใกล้จะเสร็จการพิมพ์คำตอบแต่จำนวนตัวอักษรมันมากไปหรืออย่างไรไม่ทราบพอเคาะปุ่มเว้นวรรคหรืออาจจะกำลังยกแคร่ปรากฏว่าข้อความที่พิมพ์ไว้ทั้งหมดอันตรธานไปในพริบตาจึงต้องพิมพ์ใหม่จนถึงเที่ยงคืนก็เกิดเหตุการณ์อย่างเดียวกันอีกจึงต้องมาตอบในวันนี้  มาดูกันว่าคำตอบจะถูกใจคุณมั๊ย
                   
                  ไก่ในเข่ง   หยิบยืมวลีนี้มาจาก ท่าน ศจ.นพ.ประเวศ   วะสี หรือเปล่า?
 
        สำนวนวลีไก่ในเข่งเป็นคำพื้นๆดาษๆมีใช้กันอยู่ทั่วไปพบเห็นได้บ่อยครั้งโดยเฉพาะจากคอลัมนิสต์ที่เอ่ยถึงสังคมและการเมือง ใครก็ตามที่จะอธิบายถึงสภาพการณ์ที่ใกล้
เคียงกับความหมายนี้น่าจะนำมาใช้ได้โดยมิจำเป็นต้องหยิบยืมกระมัง?ยังมิต้องกล่าวถึงอาตมาเพิ่งจะเคยเห็นว่าหมอประเวศก็ใช้สำนวนนี้อยู่เหมือนกัน หรือว่าเขาก็หยิบยืมมาจากผู้อื่นด้วย?
                   
                    ตกลงความคิดคือความทุกข์  หรือ เป็นเหตุแห่งทุกข์   กันแน่??
                   
        ถ้านักภาวนาๆไปจนถึงระดับหนึ่งคือเห็นทุกข์และรู้ทุกข์อย่างชัดเจนจะรู้เลยว่าในอริยสัจสี่เมื่อเห็นทุกข์ก็จะเห็นเหตุแห่งทุกข์ด้วยและจะเห็นความดับทุกข์และทางแห่งความดับทุกข์ไปพร้อมๆกัน สภาวะนี้ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการคิดวิเคราะห์แต่อย่างใดนอกจากลงมือฝึกสติเท่านั้นจนถึงขั้นตอนที่คุณจะยืนยันเป็นพยานได้ด้วยตัวคุณเอง
IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #15 เมื่อ: วันที่ 10 พฤษภาคม 2012, 11:20:42 »

ความคิดเป็นผลผลิตอันเนื่องมาจากกริยาของจิตใช่หรือไม่  ถ้าอย่างนั้นมันจะมีพฤติอะไรอีก มันสามารถแสดงกริยาใดได้อีก หากจิตไม่บงการ?   คล้ายหยิบยืมมาจาก หนังสือคำสอนหลวงปู่ดูลย์  อตุโล (หลวงปู่ดูลย์ท่านกล่าวไว้ในหนังสือว่า “พฤติแห่งจิต....”  แต่ท่านใช้คำว่า “พฤติแห่งความคิด”
               
                อันที่จริงอาตมาตั้งใจไว้ว่าจะไม่กล่าวพาดพิงถึงครูบาอาจารย์องค์ใดทั้งในแง่ของการ
ตีความคำสอนหรืออาศัยเพื่อการันตีตนให้สาธุชนยอมรับเพื่อชื่อเสียงหรือลาภสักการะใดก็ตาม
แต่ไหนๆคุณก็ยกหลวงปู่ขึ้นมาอ้างอิงแล้วอาตมาจึงขอใช้สิทธิ์ตามน้ำเล่าเรื่องที่คุณเองอาจจะรู้อยู่แล้วสักรอบหนึ่งดังนี้ (เล่าจากความทรงจำที่เคยอ่านมา-อาจไม่ถูกเป๊ะทุกถ้อยกระทงความ)
                ภายหลังเทศนาธรรม จิตคือพุทธะ ผ่านพ้นไปซึ่งเทศนากัณฑ์นี้มีผู้ให้ความเห็นไว้ว่าน่าจะมีผู้นำเทศนาธรรมของท่านเว่ยหล่างจากสำนวนการแปลของท่านพุทธทาสไปให้หลวงปู่อ่าน(เทศน์)ต่อมา...(อันนี้ลอกมาจากหลวงปู่ฝากไว้ทั้งดุ้น)"มีผู้คงแก่เรียนหลายท่านชอบถามว่า
คำกล่าวหรือเทศน์ของหลวงปู่ดูคล้ายนิกายเซ็นหรือมาจากสูตรของเว่ยหล่างเป็นต้น อาตมาเรียนถามหลวงปู่ก็หลายครั้งในที่สุดท่านกล่าวอย่างเป็นกลางว่า
                "สัจธรรมทั้งหมดมีอยู่ประจำโลกอยู่แล้วพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้นแล้วก็นำมาสั่งสอนสัตว์ เพราะอัธยาศัยของสัตว์ไม่เหมือนกัน หยาบบ้าง ประณีตบ้างพระองค์จึงเปลืองคำสอน
ไว้มากถึง 84000พระธรรมขันธ์ เมื่อมีนักปราชญ์ฉลาดสรรหาคำพูดให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อจะอธิบายสัจธรรมนั้นนำมาตีแผ่เผยแจ้งแก่ผู้มุ่งสัจธรรมด้วยกัน เราย่อมจะต้องอาศัยแนวทางในสัจธรรมนั้นที่ตนเองไตร่ตรองเห็นแล้วว่าถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดนำแผ่ออกไปอีก โดยไม่ได้คำนึงถึงคำพูด
หรือไม่ได้ยึดติดในอักขระพยัญชนะตัวใดเลยแม้แต่น้อยเดียว"
                 
                ส่วนคำว่าพฤติแห่งจิตกับพฤติแห่งความคิดจะอธิบายในข้อต่อไป

               
IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #16 เมื่อ: วันที่ 10 พฤษภาคม 2012, 11:44:44 »

ตีขลุม และเข้าใจไปเองหรือเปล่า??  เพราะข้าพเจ้ามีความเห็นว่า    การดีใจ   เสียใจ   หงุดหงิด  นั้นน่าจะเป็นผลอันเนื่องมาจาก “ความคิด”  เพราะ “ความคิด”  คือ “เหตุแห่งทุกข์”  ตามหัวเรื่อง
     
               ใช่...อาตมาเข้าใจเองตามผลของการปฏิบัติเองจากการหยุดสภาวะคิดนั่นแหละแต่เวลาอธิบายถึงสภาวะที่ได้ประสบมักจะยากเอาการในการเลือกใช้ภาษาก็อย่างที่รู้กันอยู่ว่าภาษาคือสิ่งที่สมมติใช้ในการสื่อสารแต่เมื่อมีผู้นำไปตีความเพื่อให้ลงกันได้กับมุมมองของตนเองจึงมักเกิดความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันเสมอๆในวงสนทนา
               หากคุณจะตั้งคำถามเพื่อให้ลงกับความเห็นของคุณคงจะต้องผิดหวัง  ในการสนทนาธรรมหรือการอ่านหนังสือธรรมภาคปฏิบัติผู้ซึ่งฉลาดในธรรมจะคัดกรองแต่ฉะเพาะสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการฝึกปฏิบัติเท่านั้น
               อย่าว่าแต่ในสภาวะจริงที่เกิดขึ้นในการภาวนามันไม่ได้เหมือนปริยัติที่คุณเคยศึกษามาว่าต้องเกิดขึ้นตามขั้นตอน1 2 3 4 5แต่อย่างใดเพราะขณะเกิดมันปรากฏขึ้นแทบจะพร้อมๆกัน
ที่ไล่ลำดับกันนั้นมาตรึกตรองเอาภายหลังทั้งสิ้น(อันนี้ว่ากันตามภูมิของพระสาวกรุ่นหลังๆในปัจจุบัน-ยกเว้นองค์พระศาสดาและพระสาวกผู้มีปัญญาใหญ่ทั้งหลาย)
IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #17 เมื่อ: วันที่ 10 พฤษภาคม 2012, 12:25:09 »

ความคิดเป็นไฉน?
      ความคิดคือคำเรียกหาสิ่งๆ หนึ่ง ซึ่งไร้สภาพหากแต่มีอยู่จริง และเป็นต้นกำเนิดสรรพสิ่งในโลก   มีข้อมูลอ้างอิงหรือไม่ หรือกล่าวขึ้นมาลอย ๆ ?

           ที่อาตมานำเสนอธรรมะในภาษาที่คนทั่วไปใช้กันสืบเนื่องจากเพราะเห็นหนังสือธรรมะอยู่เกลื่อนกลาด เท็จบ้างจริงบ้างจนทำให้ผู้สนใจศึกษาหนทางสู่สัจธรรมสับสนอย่างคุณว่าจนเห็นแล้วเกิดอาการเฝือต่อภาษาธรรมที่ใช้กันอย่างพร่ำเพื่ออีกเหตุผลหนึ่งเพื่อง่ายต่อการแปลเป็นภาษาต่างประเทศสำหรับคนต่างชาติที่สนใจในเรื่องของการดับทุกข์และอาตมาก็แสดงเจตจำนงค์ไปแล้วว่าเผื่อผู้ที่มีจริตเดียวกัน
           อาตมาหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า จิต,เจตสิก,ปรมัตธรรมและหรืออะไรอีกมากมายที่มีคนอ่านแล้วนำไปตีความตามความเข้าใจของตนเองแล้วเกิดการถกเถียงจนเป็นกรณีย์พิพาทออกสื่อใหญ่โตมาตลอด 
           วิธีการที่อาตมาใช้ภาวนามานั้นจะไม่มีคำดังกล่าวผุดขึ้นมาเลย หากคุณเป็นนักมวยที่เรียนรู้กระบวนท่าต่างจนจำได้อยู่ในหัวไม่ลืมเลือนในขณะซ้อมและพอขึ้นชกจริงในเมื่อคุณมีโอกาสเตะก้านคอคู่ต่อสู้คุณจะนึกหาชื่อของกระบวนท่าอยู่งั้นรึ
           จิตเป็นคำสมมติเรียกสภาวะซึ่งไม่อาจสามารถให้คำจำกัดความได้ในวงแคบๆเพราะมีคำที่ใช้แทนกันได้เช่นคำว่าจิต,มโน,วิญญาณ ในทางธรรมจิตทำหน้าที่คิด นึก ปรุงแต่ง รับรู้และในความหมายของอาตมาความคิดนั่นแหละคือจิต
            ในจิตตสูตรที่2 ส.สํ.(281)15:53 มีเทวดาทูลถามพระพุทธองค์ว่า''โลกอันอะไรย่อมนำ
ไป อันอะไรหนอเสือกไสไปได้ โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคืออะไร''
            ซึ่งพระองค์มีพุทธดำรัสว่า"โลกอันจิตย่อมนำไป อันจิตย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจธรรมอันหนึ่งคือจิต"(อ้างอิง พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์-แสง จันทร์งาม)
IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #18 เมื่อ: วันที่ 10 พฤษภาคม 2012, 12:53:23 »

ความคิดน่าจะมาจาก “ผู้ที่ทำหน้าที่ในการคิด”   น่าจะไม่ใช่มาจากทางรับรู้ทั้ง 6 เพราะทางรับรู้ทั้ง 6 หน้าที่ของมันก็เป็นเพียงแต่ “รับ”  เท่านั้นเอง หรือข้าพเจ้าเข้าใจผิด?


      การเกิดขึ้นของความคิด  น่าจะเปรียบได้กับการก่อปราสาททราย
และการหยุดคิด  น่าจะเปรียบได้กับการ “หยุด” การก่อปราสาททราย  เพราะ “คิด”  เป็นกริยา  และการ “ก่อ” ก็เป็น “กริยา” เหมือน ๆ กัน ส่วนทรายเปียก  หรือ ทรายแห้ง  นั้น น่าจะเป็น ลักษณะพิเศษของ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดกริยา “คิด”   มากกว่า หรือข้าพเจ้าคิดมากไป??


                   ด้วยเล่ห์เพทุบายของความคิด (ความคิดมีเล่ห์กลด้วยหรือ??   ความคิดมีชีวิตหรือ?)  ครั้งหนึ่งอาจบางทีมันฉุดรั้งท่านให้จมอยู่กับอดีต, ครั้งหนึ่งอาจบางทีมันล่อหลอกให้

                อันนี้ขอสงวนสิทธิ์ในการตอบ เพราะเป็นเพียงคำถามในลักษณะวิจารย์การใช้ภาษามากกว่าและคำตอบใดๆก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธุชนจะพูดให้ชัดเจนก็คือคำตอบในข้อเหล่านี้ไม่ทำให้ท่านพ้นทุกข์ไปได้
                ที่จริงการอ่านหนังสือธรรมะถ้าอ่านเอาเรื่องควรเป็นการอ่านเพื่อจับประเด็นที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้ถึงแก่นแล้วจึงนำไปทดลองปฏิบัติ ในแด่คนทั้งโลกแก่นจริงๆของมันคือ หยุดคิดแล้วหยุดความทุกข์ได้จริงหรือ ถ้าเชื่อว่าจริงแล้ววิธีการล่ะ? ก็แค่นั้นเองก่อนลงมือปฏิบัติก็ควรสอบทานกับพุทธพจน์เสียให้เรียบร้อยแล้วจึงทดลองฝึกดูโดยให้เวลาสักสองเดือนแล้วสังเกตความก้าวหน้าหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆที่อาจเกิดขึ้นแล้วลองเทียบเคียงกับคำสอนของพระศาสดาดูหรืออาจสอบทานกับธรรมะของครูบาอาจารย์ที่ให้ความเคารพนับถืออีกโสดหนึ่งก็ได้
อาตมาเองก็ใช้วิธีนี้แหละ
                มีอยู่อย่างหนึ่งที่นักภาวนาไม่ควรลืมก็คือธรรมะของสัตตบุรุษนั้นมิใช่ธรรมที่ประกอบไปด้วยความเนิ่นช้าแต่อย่างใด และหากผ่านการฝึกทดลองมาแล้วสักสองเดือนไม่ปรากฏความก้าวหน้าใดๆเลยก็เลิกล้มไปเสียและแสวงหาทางที่ถูกจริตของตนอีกต่อไปยังไม่สายหรอก อย่าว่าแต่ทุกวันนี้ก็เสียเวลาอยู่แล้วนี่นา
IP : บันทึกการเข้า
สดชื่นตลอด
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #19 เมื่อ: วันที่ 10 พฤษภาคม 2012, 13:58:11 »

      ความคิดหรือสิ่งที่ถูกรู้เป็นเสมือนเป้าหมาย, ผู้รู้เป็นดั่งวัตถุระเบิดเมื่อพบเป้าหมายระเบิดจึงทำงาน-ทำลายทั้งสิ่งที่เป็นเป้าหมายและตัวมันเองพร้อมๆ กัน. ท่านรู้ได้อย่างไร หรือ มีผู้รู้อื่นใดไหนอีกที่บอกต่อท่านว่า   ผู้รู้ดับลงพร้อมกับสิ่งที่ถูกรู้ดับ   เพราะถ้าหากรู้ว่าผู้รู้ดับไปจริง ๆ แล้วใครกันที่จะมารู้ว่าผู้รู้ดับลง?  และรู้ได้อย่างไรอีกว่าผู้รู้มีสถานะไม่คงที่ ถ้าจะกล่าวไปก็คือ ผู้รู้เป็นอนัตตานั่นเอง  ท่านกล่าวเช่นนี้ใช่ไหม?  แต่หลวงปู่ดูลย์ท่านกล่าวไว้ (อ้างอิงในหนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้" บันทึกคติธรรม และธรรมเทศนาของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล โดย พระโพธินันทมุนี ในช่วงตอน วิธีการเจริญจิตภาวนาว่า “จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้นและไม่อาจถูกทำลายได้เลย”

             ในพุทธศาสนาคำว่านิโรธแปลว่าดับใช่ไหม ก็เมื่อดับแล้วใครหนอที่จะรู้ว่าดับ
อาตมาบอกแล้วว่าถ้าคุณถามจากการคิดวิเคราะห์มันเป็นการยากที่จะอธิบายถึงสภาวะจริงที่เกิดขึ้นในนักภาวนาอาตมาอยากจะยกคำเปรียบเปรยให้ทราบแต่ก็ไม่น่าจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนเท่ากับนิทานของหลวงปู่เรื่องเต่ากับปลาในหลวงปู่ฝากไว้คุณลองไปเปิดอ่านดูอีกครั้งนะ
              “จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้นและไม่อาจถูกทำลายได้เลย คล้ายจนเหมือนว่าท่านโมเอามาจากคำสอนของท่านชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก หรือเปล่า??
                         
กลับไปอ่านคคำตอบของหลวงปู่ข้างบนอีกครั้ง

              แล้วใครกันที่รู้ว่ามีความว่างปรากฏขึ้น  ใช่ผู้รู้  รู้ว่ามีความว่างปรากฏขึ้นหรือไม่??    คล้ายกับสำนวนการเขียนของท่าน “ที่ขายดีในร้านหนังสือท่านหนึ่ง” มากมาย
                 


 ท่านแน่ใจหรือว่า “ตามรู้”  จะ “รู้ทัน”  และการสัมผัสถึงความสุข  นั้น อีกด้านหนึ่งของความสุขก็เป็นความทุกข์เช่นกันมิใช่หรือ??   และ “ตามรู้” ก็เป็นอีกหนึ่งสำนวนหนึ่งที่น่าจะรับอิทธิพลมาจากท่านชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก

                   คำตอบจะเหมือนด้านบน
 
                  ท่อนนี้ ท่านต้องการสื่อให้เข้าใจถึงความหมายของคำว่า “นิพพาน”  หรือ “หมดทุกข์” หรือเปล่า?  เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ความคิดเป็นเหตุ  ทุกข์เป็นผล และ หยุดคิดก็เท่ากับหยุดทุกข์ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง      ท่านถึง!   แล้วหรือยัง??   หรือตีความล่วงหน้าเอาเอง หรือทึกทักเอาเอง!! ขออภัยที่บังอาจถามตรง ๆ ครับ
  คำถามนี้ไม่สมควรถามลองพิจารณาดูให้รอบคอบหน่อยนะอีกอย่างถ้าคุณได้คำตอบจะส่งผลให้คุณเป็นหรือไม่เป็นอะไร?
อันนี้ไม่จริงเด็ดขาด  ลองดูก็ได้ครับ ลองเปิดเพลงอะไรก็ได้ยัดเข้าไปในหัวซักชั่วโมง ฟังซ้ำไปซ้ำมานั่นแหละ แล้วก็ลอง “รู้ทัน”  ว่าจะเสียงจะหายไปจริงหรือไม่??
ที่เป็นเช่นนี้  ก็เพราะ  เสียง กับความคิดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน   เสียงก็คือเสียง    ส่วนความคิดก็คือความคิด   ที่มันหยุดได้ก็เพราะ เรา “คิด” ถึงเสียง  และรู้ทันถึงการ “คิด” ต่างหาก  แต่ถ้าหากทำอย่างที่ข้าพเจ้าว่าด้วยการเปิดวนฟังซ้ำไปซ้ำมา ถึงจะรู้ทันอย่างไร เสียงที่ว่านี่ก็ไม่หายไปได้หรอก ลองดูนะครับจริงหรือไม่?
  ถูกของคุณ,แต่ไม่ถูกของผู้ภาวนา การที่คุณเป็นอย่างนั้นเหตุก็เพราะคุณไม่ได้ฝึกสติที่ถูกต้อง ที่จริงเสียงไม่หายเมื่อคุณคิดว่ารู้ทันมันนั้นเป็นไปได้สองทางคือ
            1.คุณเข้าใจเอาเองว่ารู้ทันแต่ความจริงคุณไม่ได้รู้ทันเลยอีกอย่างหากคุณจงใจเพื่อที่จะทดสอบโดยการเปิดเสียงกรอกหูเป็นเวลานานๆเพื่อที่จะคอยดูว่าเสียงจะหายหรือไม่นั้นก็ไม่ถูกตั้งแต่แรกเพราะคุณไม่เข้าใจคำว่าธรรมที่เกิดขึ้นของมันเองมิใช่การจงใจทำให้เกิด กระนั้นก็ตาม
เมื่อมีการภาวนาจนถึงที่สุดแห่งการปล่อยวาง  สิ่งที่ถูกรู้มันจะดับหรือไม่ดับการรับรู้อันบริสุทธิ์(หรือที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่า"รู้เป็นปกติจิตที่ว่างสว่างบริสุทธิ์หยุดการปรุงแต่งหยุดการแสวงหาหยุดกิริยาจิต")ก็จะไม่มีการให้ค่าใดๆเลย จิตจะมีแต่ความสงบไม่สะทกสะท้านในสิ่งกระทบทั้งปวงโดยสิ้นเชิง ถ้าอย่างนี้ยังจะแคร์ว่าสิ่งที่ถูกรู้ดับหรือไม่ดับอยู่อีกรึ?
             2.อาฟเตอร์ช็อคที่เกิดขึ้นติดต่อกันด้วยความเร็วเป็นธรรมดาที่ผู้ไม่ภาวนาจะเห็นว่ามันเที่ยงอยู่อย่างนั้น ตัวอย่างนี้ในผู้รู้สึกตัวเป็น เขาจะดูตัวที่อยากให้ดับนั่นแหละดูว่าความอยากมันทำให้คุณเป็นทุกข์แค่ไหนสุดท้ายมันทนคุณไม่ได้ดอกหน้ามันไม่ด้านพอที่จะดันทุรังเที่ยงอยู่อย่างนั้น
                ที่สำคัญคุณจะต้องฝึกสติจนสติของคุณเป็นอัตโนมติคือสติเกิดเองโดยปราศจากการจงใจซึ่งในพระสูตรหนึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นสติสูตรนี่แหละ ขออภัยไม่มีเวลาค้น  ในพระสูตรนั้นเรียกว่าสติบริสุทธิ์นั่นเอง



   (ไม่ใช่ “ตามรู้”  แล้วหรือครับ??   เอาไงกันแน่?)

ขอผ่าน


IP : บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
เรื่องที่น่าสนใจ
 

ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!