เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 21 พฤษภาคม 2022, 01:13:32
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ธุรกิจบริการ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : https://forums.chiangraifocus.com/index.php?topic=1025412.0

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  ศาสนา กิจกรรมทางวัด (ผู้ดูแล: ap.41, ลุงหนาน)
| | |-+  ....ดับทุกข์ด้วยสติ....
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน ....ดับทุกข์ด้วยสติ....  (อ่าน 17951 ครั้ง)
little girl
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,174



« เมื่อ: วันที่ 08 เมษายน 2012, 15:00:59 »


ความทุกข์ดับได้จริงหรือ? 


          คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว  คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีชีวิตจะสุข  ชื่นรื่นรมย์ตลอดไปโดยไร้ทุกข์         

          ในเส้นทางอันยาวนานของการดำเนินชีวิต   ความทุกข์นานาประการย่อมต้องบังเกิดขึ้น   ซึ่งคนเรามักคิดเอาเองว่า  ทุกข์นั้นเป็นเสมือนไฟที่ไหม้มอดชีวิตและจิตใจให้รุ่มร้อน  จนอ่อนล้าและอาจตกลงสู่หุบเหวอันมืดมิด

          เราไม่อาจหนีความทุกข์ที่จะเดินเข้ามาสู่ชีวิตของเราได้  แต่คนเราก็มีวิธีที่จะดับความทุกข์นั้นด้วยตัวของเราเอง

          เพียงแค่มี  “สติ”  อยู่เสมอเท่านั้น

          หากคุณมีสติ  คุณก็สามารถพิจารณาสิ่งต่าง ๆ  อย่างมีเหตุผลและเข้าใจปัญหา  เมื่อเข้าใจปัญหาก็ง่ายที่จะหาวิธีแก้ไขและทำใจเผชิญกับมัน

          เมื่อมีสติก็สามารถใช้ธรรมะแก้ทุกความทุกข์ทุกปัญหาได้

          ธรรมะ  คือความจริง  ที่คุณอาจจะมองข้ามผ่านความจริงจนทำให้ใจเกิดทุกข์

          การมีสติ  จะทำให้คุณมีกายสงบ  ใจสงบ  รู้จักที่จะควบคุมความหวั่นไหวและอารมณ์ทั้งปวง

          การฝึกสตินั้นทำได้ง่าย ๆ โดยฝึกตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เมื่อคุณปิดไฟ  ขณะปิดไฟต้องมีสติ  พิจารณาแล้วบอกตนเองว่า  กำลังปิดไฟแล้วนะ  แต่ถ้าคุณปิดไฟโดยไม่มีสติ  เมื่อออกจากบ้านไปแล้วก็จะเป็นทุกข์เป็นกังวล  เฝ้าครุ่นคิดว่าตนปิดไฟในบ้านเรียบร้อยหรือยังหนอ?  ดังนี้เป็นต้น

          การดำเนินชีวิตจึงต้องใช้สติตลอดเวลาทุกลมหายใจ  ทุกก้าวย่าง  ไม่ว่าการขับรถ  การติดต่อกับผู้คน  การทำงาน  การพักผ่อน  ฯลฯ

          เมื่อมีสติ  ทุกอย่างก็จะกระจ่างชัดเสมอ  ปัญญาก็ก่อเกิด  คุณก็ย่อมจะมองเห็นวิธีที่จะสร้างสรรค์ชีวิตให้เป็นสุขได้  หาทางแก้ไขปัญหาทุกข์ใจได้

          เมื่อมีสติ  คุณจะไม่ยึดมั่นถือมั่น  ไม่ประมาท  ซึ่งความประมาทและความยึดมั่นถือมั่นล้วนเป็นหนทางก่อให้เกิดความทุกข์ได้ทุกเมื่อ

          ขอให้ลองทำใจให้สงบ  ใช้สติใคร่ครวญกับเรื่องราวต่าง ๆ อันนำความทุกข์มาทับถมชีวิตของคุณขณะนี้   แล้วคุณจะพบว่าคุณสามารถหาวิธีดับทุกข์ด้วยตนเองได้อย่างง่ายดายกว่าที่เคยคิด
 
 



 
IP : บันทึกการเข้า

little girl
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,174



« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 08 เมษายน 2012, 15:04:43 »


“ไม่มีวันทุกข์ใจ  ถ้ารู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี”   

         มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักจะไขว่คว้าในสิ่งที่เกินตัว  เช่นทำงานแทบตายได้เงินเดือนนิดเดียวแต่รสนิยมสูงของราคาแพง ๆ  ยิ่งจะทำให้คุณไม่มีความสุข

         พระท่านว่า  ได้สิ่งใดพอใจในสิ่งนั้น  ความพอใจนั่นแหละเป็นความสุขในชีวิต

         คนที่มีฐานะยากจนก็ยังมีความสุขถ้าเขารู้จักพอ  ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นใครทำอะไร  มีรายได้แค่ไหน  จากนั้นก็ใช้จ่ายไปตามที่จำเป็น  แทนที่จะมากลุ้มใจอยากได้นั่นอยากได้นี่ที่ต้องดิ้นรนแทบตายกว่าจะได้มา  ถ้าเป็นแบบนั้น  ชีวิตของคุณจะมีความสุขได้หรือ?


“สติ  สพฺ พตฺ ถ ปตฺถยา”  แปลว่า  สติเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุกเมื่อ  ทุกลมหายใจเข้าออก  ทุกอิริยาบถ 

          หากเราฝึกฝนสติ  ก็ควรจะเริ่มจากการยืน  การเดิน  การนั่ง  การนอน  ด้วยสติ  คือทำด้วยความรู้ตัว  เพราะการที่เราลงมือทำด้วยความไม่มีสติเราก็จะไม่รู้  เห็นได้ชัด ๆ ก็เช่นปิดประตูแล้วนึกขึ้นได้ว่า  กุญแจอยู่ในบ้าน  เรื่องต่อจากนั้นก็เลยยุ่งยาก

          หากเราฝึกสติ  จะนั่งก็ต้องรู้ว่านั่ง  จะยืนก็ต้องรู้ว่ายืน

          เมื่อฝึกฝนไปเรื่อย ๆ ก็จะกลายเป็นความเคยชิน  รับรองว่าคุณจะไม่ทำอะไรอย่างประมาท  ไม่เผอเรอ  รับรองว่าเรื่องยุ่ง ๆ คงไม่มารบกวนอย่างแน่นอน


มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่มักจะคิดว่า  “กูถูก”  อยู่เสมอ  จึงไม่ยอมแก่อีกฝ่ายหนึ่ง  เวลาที่โกรธกันก็ไม่มองหน้า  ไม่พูดจากัน 

          การทำเช่นนี้ทำให้ผู้ที่โดนหางเลขคือลูกหลาน  พวกเขาคงไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน  เมื่อมีปัญหาก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร  เมื่อพ่อแม่เป็นอย่างนั้น  จึงตัดสินใจเที่ยวเตร่ยึดเอาเพื่อนฝูงเป็นที่ปรึกษา  ถ้าไปเจอเพื่อนไม่ดีก็เสียคนไปเลย  แล้วพ่อแม่ก็ต้องมานั่งทุกข์ใจภายหลัง

          มองทุกอย่างด้วยสติจะรู้ว่าปัญหานั้นใครเป็นฝ่ายผิด

          ถ้าตัวเราผิดก็ขอโทษเสีย  เรื่องร้ายก็จะคลี่คลายไปด้วยดี  ครอบครัวก็อบอุ่นตามเดิม
 


 
IP : บันทึกการเข้า

little girl
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,174



« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 08 เมษายน 2012, 15:06:34 »


ตอนนี้มีสาเหตุของความทุกข์ชนิดหนึ่งที่กำลังมาแรงนั่นคือ  “การพนัน” 

          มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่พยายามยกฐานะในสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้โดยการพึ่งพาการพนัน  บางคนก็ให้เหตุผลว่าเล่นแล้วมีความสุข

          ใช้สติไตร่ตรองดูสักนิดว่า  เมื่อเสียเงินเสียทองคุณก็ยิ่งกลุ้มใจ ถ้าได้เงินคุณก็ยิ่งฮึกเหิมและตั้งหน้าตั้งตาทุ่มเงินทองจนหมดเนื้อหมดตัวไปหลายรายแล้ว

          ความจริงแล้วคุณกำลังตกเป็นทาสของการพนัน  เพราะคุณไม่รู้จักปัญหาที่ทำให้คุณทุกข์ใจ   ไม่รู้สาเหตุและวิธีแก้

          ถ้าคุณคิดไตร่ตรองให้ดี  สติจะช่วยคุณให้พ้นจากการเป็นทาสของการพนันได้


โดยธรรมชาติแล้วคนเราก็มีความสงบอยู่ในตัวอยู่แล้ว 

          แต่ที่คนเราขาดความสุขก็เป็นเพราะมีอะไรบางอย่างมากระทบ  เช่น  ความเจริญทางวัตถุ  เมื่อเราหันไปยึดติดกับความหรูหราสะดวกสบายเหล่านั้น  คุณก็เลยเข้าใจว่าตัวเองมีความสุขอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายอย่างนั้น

          ลองมองหาเวลาว่างสัก ๒-๓ วัน  มองหาที่สงบ ๆ อาจจะวัดฟังธรรม  หรือออกไปตามต่างจังหวัด  เมื่อรู้สึกว่าจิตใจสงบ  ดีแล้วก็บ่ายหน้ากลับมาสู่เมืองหลวง

          หากคุณยังมีความสุข  มีสภาพจิตใจเป็นปกติ  แสดงว่าคุณมีสติปัญญาพอที่จะควบคุมจิตใจของตนเองได้แล้ว


คนเราต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนบ้างในบางเวลา 

          โอน  อ่อน  ผ่อน  ตาม  นั้นจะช่วยให้คนที่แข็งกร้าว  นิ่มลงได้ถ้ารู้จักใช้สติไตร่ตรอง  และเรียนรู้ให้ดี

          โอน  คือ ย้ายตัวจากชั่วไปดี  ถ้าเคยชั่วก็โอนไปหาความดี  ไม่ทำชั่วต่อไป

          โอนแล้วก็ต้องอ่อนตามสิ่งแวดล้อม  อย่าไปแข็งขืนอยู่เพราะจะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

          จากนั้นก็ผ่อนตามไป  ค่อย ๆ โรยเชือกไปจนสุดแล้วค่อย ๆ ดึงกลับมา

          ถ้าคุณรู้จักสิ่งเหล่านี้  คุณก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจนเข้ากับคนอื่นในที่สุด
 
 

 
IP : บันทึกการเข้า

little girl
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,174



« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 08 เมษายน 2012, 15:11:20 »


การได้  การมี  การเป็นอะไรต่าง ๆ นานามันมักจะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน  แต่พอสิ่งนั้นสูญหายไป  เราก็มีความทุกข์เพราะสิ่งนั้น 


          พระพุทธองค์ตรัสว่า  “อามิสสุข  คือสุขที่เจือด้วยเครื่องล่อเครื่องจูงใจ  มีปริมาณเท่าใดความทุกข์ก็มีปริมาณเท่านั้น  เมื่อสิ่งนั้นสูญหายไป”

          ยิ่งเราปีนป่ายไปสูงเท่าใด  เราก็ต้องกลับลงมาในระยะทางที่เท่ากัน  เมื่อเราลงทุนลงแรงแสวงหาความสุขเท่าใด  เราก็ต้องแลกกับความเสียใจและความทุกข์มากเท่านั้น

          ทางแก้ไขคือ  ไม่ไปยึดติดกับเรื่องใด ๆ ก็ตาม

          ลองใช้สติหันมามองดูว่าไม่มีความสุขหรือความทุกข์ใด ๆ  ที่จะมาอยู่กับเราไปตลอด  เมื่อเราได้มันมา  สักวันหนึ่งเราก็ต้องสูญเสียไป


หากคุณมีความทุกข์มาก  แล้วคิดจะดับทุกข์นั้นด้วย  การฆ่าตัวตาย  หรือถ้ามีใครสักคนจะทำเช่นนั้นขอให้คุณจงช่วยยับยั้งและขอให้เขาตั้งสติให้ดี  พิจารณาทุกอย่างด้วยสติ

          ทุกข์นั้นคือปัญหา  หากจะหนีปัญหาด้วยการตาย  เป็นเรื่องผิดพลาดที่สุด

          ควรใช้สติตรองดูเถิดว่า  ทุกปัญหานั้นมีทางแก้ไขเสมอ

          ที่คนเรามักอ้างว่าหมดหนทางแล้ว  นั่นก็เพราะเราขาดสติ  จึงยังคิดหาหนทางไม่ได้

          การฆ่าตัวตายคือการกระทำของคนอ่อนแอ  เพราะอาจรู้ทางแก้ปัญหา  แต่ก็ขลาดกลัวเกินไปที่จะยอมหาทางออกในทางนั้น

          หากใช้สติให้ดี และกล้าหาญที่ยอมรับและเผชิญกับความผิดพลาดของตนเอง  ก็จะหาทางแก้ปัญหาได้  ทุกข์ที่มีก็จะดับได้

          เช่น  การฆ่าตัวตายเพราะหนีหนี้  หากกล้าหาญที่จะบอกความจริงกับผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัว  ทุกคนก็จะมาแก้ไขได้  แต่ส่วนใหญ่หนีปัญหาเพราะอายและขลาดกลัวจึงต้องจบชีวิตลงแทนที่จะมีโอกาสกลับตัวใหม่  แล้วทำความดีพิสูจน์ตัวเองให้ผู้คนยอมรับ


ขอบคุณบทความดี ๆ จาก  แก้ว สุพรรโณ

http://www.phrasiarn.com/?topic=11947.0;imode
IP : บันทึกการเข้า

little girl
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,174



« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 08 เมษายน 2012, 15:12:38 »


คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

IP : บันทึกการเข้า

เมฆพัตร
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,027



« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 09 เมษายน 2012, 11:03:11 »

ทำมัย วนเวียนอยู่กับเรื่องฆ่าตัวตายบ่อยจัง???...

อันว่าชีวิตนี้เป้นของมีค่าเป็นของสูง ดังที่พระพุทธเจ้า เคยตรัสไว้ว่า เกิดเป็นมนุษย์พบพระ
พุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องที่เกิดได้ยาก เหมือโยนแอกให้คล้องคอเต่าตาบอดที่อยู่ในทะเลและเต่าตัวนั้นจะโผล่ขึ้นมาร้อยปีครัง...

การเป็นมนุษย์นี้เราสามารถเลือกกระทำหรือเป็นได้ ตั้งแต่เป็นสัตว์นรกอาสัยอยู่ในนรกอเวจี
หรือจะเลือกเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อรอพุทธพยากรณ์ก็กระทำได้ระหว่างนั้นก็มีให้เรื่องตั้งแต่ระดับต่ำคือ เปรต อสุรกาย มนุษย์ เทวดา พรหมณ์ ก็อยู่ทีเราเลือกกระทำทั้งนั้น
อยากเป็นมนุษย์ก็รักษาศีลห้าไว้ขาดบ้าง ด่างพล้อยบ้าง ก็ต่อกันไปอาราธนาศีลกันใหม่  พระสงฆ์ท่านยังมีปลงอาบัติเลย ปุถุชนคนมีกิเลสศีลขาดหรือด่างพล้อยก็ต่อกันได้แต่อย่าให้เป็นกรรมหนักแล้วกัน!!! และอย่าผิดซ้ำผิดซากในเรื่องเดิมๆแล้วกัน!!!
  อยากเป็นเทวดา นอกจากศีลห้าแล้ว ก็ต้องมีคุณธรรมของเทวดาด้วยนั้นคือ หิริ-โอตตัปปะ
นั้นคือมีความละอายที่จะกระทำบาปทั้งต่อหน้าและหลับหลังผู้อื่น ทั้งผู้อื่นรู้หรือไม่รู้ก็ตาม เมื่อละอายแล้วก็ต้อง เกรงกลัว ที่จะกระทำบาป เห็นบาปเป็นเรื่องไม่ดีไม่ควรกระทำ ทั้งต่อหน้าหรือลับหลังผู้อื่น
 
IP : บันทึกการเข้า
เมฆพัตร
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,027



« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 09 เมษายน 2012, 11:15:47 »

การประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ เป็นของดีเป็นของสูงทำให้ผู้ปฏิบัติได้พบความสุขตั้งแต่ขั้นต้นจน

ถึงขั้นสูงคือหมดจดจากกิเลส  ไม่ได้ขึ้นกับวัย ฐานะ  อาชีพ เพศ การศึกษา อยู่ที่จิต อยู่ที่

ใจล้วน

ปฏิบัติตั้งแต่อายุยังน้อยก็จะพบความสุขสงบตั้งแต่อายุยังน้อย

ปฏิบัติเมื่อตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวก็จะพบความสุขสงบตั้งแต่อายุยังเป็นหนุ่มเป็นสาว

ปฏิบัติเมื่ออายุมากก็จะพบความสุขสงบเมื่ออายุมาก

ไม่ปฏิบัติเลยก็จะหาความสุขความสงบที่แต่จริงได้ยาก
     
     สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็อยู่ที่ตัวเราเป็นผู้กระทำทั้งสิ้นไม่มีใครมาบังคับเลย...
IP : บันทึกการเข้า
เมฆพัตร
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,027



« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 09 เมษายน 2012, 16:30:45 »

ไปเล่าต่อเลย...


ขอบคุณครับ.... _/\_
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 09 เมษายน 2012, 17:30:53 โดย เมฆพัตร » IP : บันทึกการเข้า
n-google
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: วันที่ 09 เมษายน 2012, 17:55:13 »

ไปเล่าต่อเลย...


ขอบคุณครับ.... _/\_

อุตส่าห์เล่าตั้งเยอะแล้ว...พอกดส่ง  เวปล่ม หายหมดเลย  ร้องไห้
IP : บันทึกการเข้า
little girl
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,174



« ตอบ #9 เมื่อ: วันที่ 10 เมษายน 2012, 09:21:34 »

วีธีดับทุกข์ในใจด้วยธรรมะ   

             ข้อคิดดีๆ ลองนำไปใช้ปฏิบัติกัน ใจจะเป็นสุข

1. อย่าเป็นนักจับผิด

คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง 'กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก'
คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี 'แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข'

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา

'แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน' คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า 'เจ้ากรรมนายเวร' ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา
เพราะไฟริษยาเป็น 'ไฟสุมขอน' เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน เราสามารถถอดความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี 'แผ่เมตตา'

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง

90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ 'ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น' เหมือนมนุษย์ที่เดิน
ขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ
ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ 'อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน
'อยู่กับปัจจุบันให้เป็น' ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี 'สติ' กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ

'ตัณหา' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ
ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม' ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม
เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู เป็นต้น
เราต้องถามตัวเองว่า เกิดมาทำไม' 'คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน 'ตามหา 'แก่น' ของชีวิตให้เจอ
คำว่า 'พอดี' คือ ถ้า 'พอ' แล้วจะ 'ดี' รู้จัก 'พอ' จะมีชีวิตอย่างมีความสุข'

ธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี

IP : บันทึกการเข้า

^linda^
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: วันที่ 16 เมษายน 2012, 12:54:24 »

ดับทุกข์ด้วยสติ
ในทางปฏิบัติแล้ว  ทำยากมากจริง ๆ 
เวลาที่เรามีทุกข์ มักดึงสติมาไม่ค่อยได้ในทันที
กว่าจะดึงสติมาได้ก็ใช้เวลานานพอดู
 
IP : บันทึกการเข้า
james_cr2001
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 265


« ตอบ #11 เมื่อ: วันที่ 07 มิถุนายน 2012, 16:00:56 »

สติตัวจริงมันเกิดยากเหมือนกันครับ ต้องฝึกครับ
ต้องทำความรู้สึกตัวขึ้นมาก่อน หัดรู้สึกตัวบ่อย ๆ หรือไม่ก็เขย่าตัวเองบ่อย
หมายถึง เคาะมือ หรือส่ายขา ส่ายเท้า ส่ายเข่า ทำความรู้สึกตัวไว้
อย่าปล่อยให้หลงไปคิดนานๆ พอเราเขย่าอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย
ความรู้สึกตัวเราจะเกิดขึ้น ทำบ่อย ๆครับ พอนานเข้า จิตมันจะจำสภาวะได้
มันจะระลึกได้เองครับ พอเขย่าปุ๊บ ความรู้สึกตัวจะมาปั๊บ พอฝึกนาน ๆ เข้า
เวลาหลงไปคิดปุ๊บ จิตมันระลึกได้มันจะรู้สึกตัวขึ้นมาเองครับ
ความรุ้สึกตัวมันจะเป็นต้นทางของการปฏิบัติครับ แค่นี้จริง ๆ ลองพิสูจน์ดู
การปฏิบัติมันมีแค่นี้จริงๆ  รู้กับหลง รู้กับหลง เอาคู่เดียวแค่นี้พอ
ทำไปทำไปเรื่อย ๆ เจ็ดวันเจ็ดเดือนเจ็ดปี ได้เห็นของดีแน่นอน
IP : บันทึกการเข้า
little girl
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,174



« ตอบ #12 เมื่อ: วันที่ 07 มิถุนายน 2012, 16:32:32 »


ขอบคุณค่ะ สำหรับแนวทางปฏิบัติ 
อธิบายได้น่ารักมากมายเลยค่ะ  ยิ้มกว้างๆ
จะลองทำดูนะคะ  ยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า

หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
เรื่องที่น่าสนใจ
 

ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!