ขออนุญาตร่วมแสดงความเห็นนะครับ
การแก้ไข1. โดยทั่วๆไปที่ใช้กันก็มี น้ำมันสน น้ำมันก๊าด น้ำมันโซล่า(ดีเซล) น้ำมันเบนซิน พวกนี้ละลายยางมะตอยออกง่าย แต่ควรระวัง "อย่าทิ้งไว้นาน" และเมื่อเช็ดเสร็จแล้วต้องรีบล้างรถนะครับ เพราะอาจจะทำให้สีรถด่างได้ เหมือนที่เราอาจจะเคยเห็นรถที่เด็กปั๊มเติมน้ำมันเลอะเทอะโดนสีรถ แล้วไม่ยอมล้างให้ สีีรถบริเวณนั้นจะด่าง
2. น้ำยาสลายคราบยางมะตอยต่างๆ จำพวก Bug & Tar หาซื้อได้ตามร้านขายน้ำยาดูแลรถยนต์ทั่วไป
3. น้ำยาสลายคราบที่สกัดจากพืช เช่น พืชตระกูลปาล์ม(มะพร้าว) แต่พบว่า บางชนิดยังอาจจะทำให้เกิดรอยด่างได้ จึงไม่เป็นที่นิยม
4. ลูบด้วยดินน้ำมัน (Detailing Clay) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในเวลานี้ เพราะสะดวก และที่สำคัญคือปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่อแลคเกอร์และสีรถ
การป้องกันช่วงนี้ที่มีการทำถนน ควรจะเคลือบสีรถป้องกันไว้ เพราะที่สำคัญพื้นถนนเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่มีแค่ยางมะตอย ถ้าต้องผ่านถนนที่กำลังเทปูน แล้วเกิดกระเด็นติดรถ จะยิ่งลำบากมาก
ถึงแม้ว่าการเคลือบแว็กซ์อาจจะยังคงมียางมะตอยหรือปูนติดบ้าง แต่จะน้อยกว่ารถที่ไม่ได้เคลือบอย่างเห็นได้ชัด ข้อสำคัญคือส่วนที่ติดอยู่ก็จะกำจัดออกได้ง่ายมาก เพราะมีความมันของแว็กซ์ รองอยู่อีกชั้นหนึ่ง ไม่ให้ยางมะตอยไปติดกับแลคเกอร์โดยตรง
หมายเหต : การเคลือบรถด้วยแว็กซ์ใดๆก็ตาม วัตถุประสงค์หลักคือ การปกป้องสีรถจากสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น ยางมะตอย ยางไม้ คราบน้ำ ฯลฯ และยังช่วยลดการเกิดรอยขีดข่วน
ส่วนเรื่องความเงางาม เป็นเหมือนของแถมที่ได้ตามมาจากการเคลือบ
(ทั้งนี้ไม่นับรวมถึง รถที่เน้นการเคลือบเพื่อความสวยงามโดยเฉพาะ)
นี่เป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่ ยังเข้าใจไม่ถูกต้อง คิดว่าการเคลือบรถเป็นสิ่งฟุ่่มเฟือย แต่ถ้าเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการ "ป้องกัน" กับ "แก้ไข" ก็อาจจะเห็นได้ชัดขึ้น
ทางที่ราดยางใหม่ให้ขับช้าๆครับ ถ้าขับเร็วยางมะตอยจะกระเด็นติดรถ
เข้าคาร์แคร์แสนแพง ยิ่งติดเยอะๆเป็นพันก็มีคับ
กำจัดยางมะตอยเป็นพันเลยเหรอครับ แพงเกิ๊น