|
little girl
ระดับ :ป.โท
   
ออฟไลน์
กระทู้: 4,174

|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 29 มีนาคม 2012, 15:55:36 » |
|
จิตของคนที่ฝึกมาดี จิตที่ปราศจากอคติ ปราศจากโทสะ
ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่หลงงมงาย ไม่อยากได้อยากมี
ไม่อิจฉาริษยา ไม่โกรธแค้นอาฆาตพยาบาท มีใจสงบนิ่ง
เป็นจิตที่ละเอียดอ่อน และมีพลัง จะสามารถหยั่งรู้ใจคน
และอ่านความคิดคนอื่นได้
กระแสจิตของคนเรา เป็นคลื่นพลังงานชนิดหนึ่งที่มีความถี่สูง
และละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
กำลังความคิดของแต่ละคนที่ส่งออกไปนอกตัว
สามารถไปกระทบจิตของคนที่มีความสามารถในการรับคลื่นกระแสจิตได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแสจิตที่ส่งมาจากคนที่เรารู้สึกผูกพันใกล้ชิดสนิทสนม
จะสามารถติดต่อกันทางโทรจิตได้
บุคคลที่มีความสัมพันธ์กันทางอารมณ์อยู่แล้ว
จะมีประสาทสัมผัสรับรู้พิเศษถึงกันได้
"คลื่นกระแสจิต" เป็นพลังงาน ที่มีความละเอียดสูงมาก
จนยังไม่มีเครื่องมือใดๆในปัจจุบันจะวัดได้
คนเราทุกคน เป็นได้ทั้งผู้รับคลื่นกระแสจิต และเป็นผู้ส่งคลื่นฯ
“โทรจิต” (Telepathy) เป็นความสามารถถ่ายทอดความรู้สึก
หรือสิ่งที่ตนรู้สึกในใจ ไปให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นได้
โดยการส่งกระแสจิตออกไปถึงผู้รับ
ดังนั้น “ความคิด” ที่คนหนึ่งๆเปล่งออกมา
จึงเป็นสิ่งที่ใครๆก็สามารถรับคลื่นความคิดนี้ได้
ถ้าคนๆนั้นเปิดเครื่องรับในร่างกายตนรับคลื่นนั้นๆเข้ามา
เซลล์แต่ละอันในร่างกายมนุษย์
ก็เป็นสิ่งที่สามารถปล่อยคลื่นความคิดออกมาได้เช่นกัน
และในทางกลับกันคลื่นความคิดก็ย่อมสั่นสะเทือนเซลล์แต่ละอัน
ในร่างกายตนเองได้ด้วย
ดังจะเห็นได้ว่าความเครียดที่สั่งสมนานๆ
เป็นตัวการสำคัญอันหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแก่มนุษย์
เพราะคลื่นความคิดเหล่านี้เข้าไปมีผลกระทบต่อร่างกายนั่นเอง
การมีความคิดที่ดี แจ่มใสร่าเริง มองโลกในแง่ดี
จึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้สำหรับมนุษย์
บางครั้งเราจึงควรหลีกให้ห่างผู้คนที่ปล่อยคลื่นความคิดร้ายๆ
ถ้าหากทำได้ จะได้ไม่ไปรับผลสะเทือนที่ไม่ดีของผู้คนเหล่านั้นเข้ามา…
คลื่นความคิดที่ควรหลีกเลี่ยง:
สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดก็คือ การไม่ให้คลื่นความคิดจำพวก ความโลภ
ความโกรธ ความหลง ความไร้สาระในเรื่องเล็กน้อย ความเกลียดชัง
ความเกียจคร้าน ความอิจฉาริษยา อคติ เหล่านี้ ไหลเข้ามาสู่ตัวเรา
คลื่นความคิดที่ควรรับเข้ามา:
คลื่นความคิดจำพวก ความรัก ความเมตตา ความหวังดี ความห่วงใย
ความเอื้ออาทร การมองโลกในแง่บวก การให้อภัย ความกระตือรือล้น
ความร่าเริงแจ่มใส เหล่านี้ ให้ไหลเข้ามาสู่ตัวเรา
ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต
เราควรฝึก “ควบคุมใจ” ทำให้เซลล์ในร่างกายทั้งหมด
สามารถตอบสนองคำสั่งที่ใจสั่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ร่างกายของเราจึงจะแข็งแรง และมีอายุยืนยาว
เราทุกคนสามารถทำได้เช่นเดียวกัน
หากแต่บุคคลผู้นั้นต้องมีจิตใจที่กระจ่างเที่ยงธรรม
มีชิวิตอยู่อย่างมีปณิธาน ศรัทธา ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
และมีความคิดในเชิงบวก
เซลล์ในร่างกายก็จะตอบสนองต่อจิตใจบุคคลนั้นในทางบวกเช่นกัน
ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ ย่อมได้ผลเช่นเดียวกัน
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง จิตสำนึกนี้ กลับมีชิวิตโดยใช้แค่ “ใจ”
หรือ "สิ่งรับรู้ในอารมณ์ทั้งหลาย"เท่านั้น
ซึ่งผันผวนง่ายและแปรปรวนอย่างรุนแรงมาเป็นหลักของชิวิต
เราจึงควรพยายามประสานใจของตนให้สอดคล้องกับจิตสำนึกนี้…
“คลื่นความคิด” ซึ่งมีลักษณะคล้ายแสง
ถ้ากระแสความคิดถูกส่งเป็นคลื่นออกไปแล้ว
มันจะเคลื่อนที่ไปอย่างไม่มีขอบเขต
แต่ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงทิศทางเดียว
เหมือนลูกกระสุนจากปากกระบอกปืน
หากแต่มีลักษณะเหมือนรังสีที่เปล่งออกมาเป็นเส้นตรงในทุกๆทิศทาง
และแผ่ขยายตัวโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่จุดหนึ่ง….
จนกว่าจะถูกดูดซับหรือถูกขวางกั้นโดยสิ่งอื่นหรือวัตถุอื่น…
นักพลังจิตเชื่อว่า
ความกดดันทางอารมณ์สูงสุดที่เกิดขึ้นทันทีทันใดของคนเรา
เป็นสาเหตุทำให้เกิดเหตุการณ์ทางอำนาจจิตได้
อารมณ์ของคนเรานั้น
เป็นสวิตซ์ปิดเปิดการส่งโทรจิตธรรมชาติได้โดยอัตโนมัติ
อย่างเช่น เมื่อเราต้องประสบกับเหตุการณ์รุนแรง
หรือเกิดอุบัติเหตุกับญาติพี่น้องหรือคนสนิท
อารมณ์ที่เครียดสูงสุดนี้
ก็จะเป็นตัวเปิดสวิตซ์การส่งหรือรับโทรจิตโดยฉับพลันทันที
อย่างในกรณีที่เกิดกับทหารเรือดำน้ำรัสเซียคนหนึ่งซึ่งป่วย
และต้องนอนพักอยู่ที่ฐานทัพ จึงไม่ได้เดินทางออกไปกับเรือเที่ยวนั้น
พอตกบ่ายเขาก็ฝันไปว่า
เขายืนอยู่บนดาดฟ้าเรือในขณะที่เรือกำลังดำลง
เขาไม่สามารถที่จะเข้าไปในเรือได้
ตัวเขาค่อยๆ จมลงไปในน้ำพร้อมกับเรือ
เขาสำลักน้ำเข้าไปหลายอึก และรู้สึกว่ากำลังจะจมน้ำตาย
จนบัดนี้เขายังจำฝันร้ายนั้นได้ติดตา
เพราะหลังจากที่เราเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพ
เขาก็ทราบว่าเพื่อนของเขาจมน้ำตายเนื่องจากติดอยู่บนดาดฟ้าเรือ
ในขณะที่เรือกำลังดำลงสู่ใต้ผิวน้ำ
โทรจิตเป็นประสาทสัมผัสที่ 6 ของคนเรา
ที่นอกเหนือไปจาก ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
ซึ่งทุกคนมีความสามารถพิเศษทางโทรจิตนี้แฝงอยู่
หากแต่ถูกบดบังด้วยจิตใจที่หม่นหมอง
ความจริงแล้วคนเราทุกคนล้วนแล้วแต่ก็มีความสามารถในการส่ง
และรับกระแสจิตด้วยกันทั้งนั้น แต่ความสามารถพิเศษนี้
จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและแน่นอน
บางคนอาจมีความสามารถพิเศษนี้มากกว่าคนอื่นๆ
ผู้ส่งและผู้รับกระแสจิตนั้นมีความสำคัญเท่ากัน เพราะถ้าผู้ส่งกระแสจิต
ส่งมโนภาพที่เลือนลางมาให้เราก็จะได้แต่ภาพที่เลือนลางนั้นด้วย
ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับและผู้ส่งข่าวสารทางจิต
จักต้องฝึกปรือกันมาอย่างดี และต้องสามารถสร้างมิตรสัมพันธ์ทางจิต
หรือรับคลื่นกระแสจิตให้เข้ากันได้เป็นอย่างดีด้วย
จงทำตัวให้สบายผ่อนคลายอารมณ์
ลดภาวะความตรึงเครียดทางกายและทางใจลง
และควรจะกำจัดความกังวล หรืออารมณ์ที่ขุ่นมัวออกให้หมดสิ้น
จงทำให้มีความเชื่อมั่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเริ่มส่งข่าวสารทางจิตไปยังผู้รับนั้น
ปล่อยใจให้ล่องลอยจงแน่วแน่อยู่กับข่าวสารและข้อมูลที่จะส่ง
พร้อมกับนึกถึงหน้าของผู้รับกระแสข่าวสารทางจิตจากเรา
ให้กระจ่างอยู่ในดวงจิต เมื่อท่านฝึกเช่นนี้บ่อยๆ จนมีความคุ้นเคย
และสามารถปรับคลื่นกระแสจิตเข้ากันได้แล้ว
ในไม่ช้าไม่นานท่านก็จะเปรียบเสมือนมีเครื่องรับส่งโทรจิตติดตัว
ใช้ได้ทุกเวลาทุกสถานที่และทุกสภาวะดินฟ้าอากาศ
ทั้งนี้ทั้งนั้น อำนาจจิตธรรมชาตินั้น น่าจะเกิดมาจากความสอดคล้องกัน
ระหว่างคลื่นสมองของผู้ส่งและผู้รับ ที่มีอำนาจสัมพันธ์กัน ซึ่งเรื่องนี้
คนทั่วไปสามารถฝึกปรับระดับจิตของพวกเขาให้เข้ากันได้ภายใน 3 เดือน
แล้วยังมีข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งว่า การฝึกโทรจิต ถ้าจะให้ได้ผลสูงสุด
นอกจากจะปฏิบัติตามข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว
เราควรจะมีการนัดหมายเวลาเพื่อให้ปฏิบัติพร้อมเพรียงและสอดคล้องกัน
(ในที่นี้หมายถึงต้องสอดคล้องกันทั้งทางกาย จิตใจ และเวลาด้วย)
ก็ขอให้ทุกๆคน มีความรู้สึกนึกคิดที่ดี
กระแสจิตที่ส่งออกมานอกตัว จะได้เป็นกระแสที่ร่มเย็น
เป็นความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีต่อกัน
ส่วนคนที่มีกระแสความคิดเป็นในทางลบ
เช่น อิจฉา หมั่นไส้ โกรธ เกลียด อคติ
ก็ควรพยายามควบคุมกำลังความคิดของตนเองให้เป็นไปในทางบวก
เป็นไปในทางสร้างสรรค์ มีสันติสุข มีความสงบในใจ
เพราะผู้รับคลื่่นกระแสจิตจากคุณ เขาจะได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ
และพลอยมีใจสงบร่มเย็นไปด้วย
http://www.oknation.net/blog/chedtha2/2007/11/28/entry-2
|
|
|
|
|
|
little girl
ระดับ :ป.โท
   
ออฟไลน์
กระทู้: 4,174

|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 30 มีนาคม 2012, 08:26:27 » |
|
ขอขอบคุณค่ะ ที่อ่านบทความนี้ แล้วชอบด้วย  little girl กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ค่ะ ไม่ทราบว่าจะก้าวหน้าไปไกลได้แค่ไหน  เจอกับตัวเองหลายครั้งมากค่ะ เลยคิดจะศึกษา...
|
|
|
|
|
|
little girl
ระดับ :ป.โท
   
ออฟไลน์
กระทู้: 4,174

|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 11 เมษายน 2012, 19:25:49 » |
|
บทความ "ญาณหยั่งรู้" ขออนุญาตนำมาให้อ่านกันค่ะ ญาณหยั่งรู้
วันนี้จะลองเขียนเรื่องลึกลับที่เชื่อได้ยากดูสักที พวกเรามีใครเคยรู้เรื่องการส่งโทรจิต หรือ การสื่อสารทางจิตมาบ้างหรือไม่ ประมาณว่า สาวคนหนึ่งไปอยู่ต่างประเทศ ออกไปเที่ยวกับเพื่อน พอดีเกิดเหตุร้ายมีอุบัติเหตุอย่างหนักถึงสลบแล้วถูกส่งไปโรงพยาบาลกำลังเป็นตายเท่ากัน บิดาของเธออยู่ที่บ้านในเมืองไทย เกิดความสังหรณ์ใจ ติดต่อกลับไปก็รู้ว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น กรณีเช่นนี้ เราเคยได้ยินบ้างไหม หรือ กรณีฝาแฝด หรือพี่น้อง หรือ สามีภรรยาที่ผูกพันรักใคร่กันมาก พอคนหนึ่งเดือดร้อน อีกคนก็รู้ได้เหมือนใครมาบอก หรือไม่ก็ฝันร้ายเหมือนจริง เหตุการณ์นี้ บางคนก็เคยเกิดขึ้นกับตัวเองใช่ไหม
พวกเราหลายคนเคยอ่านหนังสือ หรือ ฟังคนทั่วไป ถึงเรื่องการส่งกระแสจิต ทำให้เกิดภาพพจน์ว่า จิต หรือ สิ่งที่จิตผลิตออกมาได้นั้น เป็นกระแสสิ่งอะไรสักอย่างที่ส่งไปได้ ผ่านสื่อกลาง (media) ทำนองคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นวิทยุ คลื่นเสียง หรือ แสงอะไรแบบนั้น คือ เคลื่อนจากแหล่งกำเนิด ไปยังจุดหมายที่มีเครื่องรับ หากใจของผู้รับรับกระแสจิตได้ ก็อาจจะแปลเป็นข้อมูลได้ อย่างนั้นใช่ไหม นี่เป็นความเข้าใจผิดที่เกิดจากผู้ที่ไม่รู้ เผยแพร่ และ สร้างจินตนาการทั้งในหนังสือ และ ภาพยนตร์ มานานแล้ว จนมาถึงแม้คนที่ปฏิบัติทางจิตอยู่บางคน เชื่อว่าการสอนเพ่งอะไรต่ออะไร โดยสร้างภาพในจิต(สมอง)ที่มีกระแสจิตส่งไป จะสามารถทำอะไรได้ แล้วก็พบว่าไม่สำเร็จสักที นอกจากคิดอุปาทานไปเองว่าใช้ได้ผล คนที่เรียนอย่างชนิดเป็นหลักวิชา จะรู้เรื่องนี้ดี ว่ามีอะไรผิด ผิดอย่างไร แต่ความเข้าใจเรื่องจิตนั้น รายละเอียดก็แตกต่างกันอยู่มากระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทางไสยศาสตร์ ทางโหราศาสตร์ และทางพุทธธรรม
โหราศาสตร์อธิบายได้ จากความคิดที่ว่า ธาตุทั้งหลาย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเป็นองค์รวม หมายความว่า เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของธาตุเดียวกัน ธาตุเหล่านั้น ไม่ว่าอยู่ในส่วนใดของอวกาศหรือกาล ก็จะมีความเปลี่ยนแปลงทำนองเดียวกัน ในสภาวะที่มันดำรงอยู่ ธาตุในกายเราที่มองเห็นและในชีวิตเราที่มองไม่เห็น เป็นส่วนหนึ่งของธาตุที่เป็นองค์รวมในธรรมชาติ เมื่อใด ธาตุเหล่านี้ถูกรบกวน ด้วยปฏิกิริยาจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผลมันจะเป็นทำนองเดียวกันไปยังธาตุที่เหมือนกันทั่วทั้งจักรวาล เช่น สมมุติ ดาวพุธในจักรวาล หากถูกรบกวนด้วย เงาของราหูเป็นแนวพาดผ่าน ธาตุของดาวพุธ จะถูกกระทบ ให้เกิดความปั่นป่วนเปลี่ยนแปลง และสถานะทางระบบธาตุนี้ จะเกิดขึ้นเหมือนกันกับธาตุพุธที่อยู่ตามที่ต่างๆทุกหนแห่ง หากคุณมีธาตุพุธ เป็น เจ้าเรือนพันธุ ในดวงชะตา ทั้งเจ้าเรือนและเรือนพันธุ ของคุณ รวมทั้งธาตุน้ำในกายคุณ จึงเกิดมีปฏิกริยาเหมือนถูกราหูกระทบถึงไปด้วย แต่ต้องย้ำว่ากรณีนี้ ไม่ใช่ดวงดาวมามีอิทธิพลต่อธรรมชาติส่วนอื่น แต่เป็นเพราะธรรมชาติทุกส่วน มีความเป็นไปเหมือนกัน ซึ่งจะเห็นได้จากดวงดาวเท่านั้น
ในดวงชะตาของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยใกล้ชิด เช่น บิดา มารดา และบุตร พี่น้อง และคู่ครอง จะมีโครงสร้างดาว และ ธาตุบางส่วนเหมือนกัน ดังนั้น ในเหตุสมมุติของเรา หากดาวพุธในดวงชะตาทำงาน และเป็นต้นเรื่องของเหตุร้ายในเรื่องที่เล่าตอนต้น บุคคลเหล่านี้ ก็จะรู้สึกถึงเหตุร้ายนั้นได้พร้อมกันหมด เพียงแต่ผลแต่ละดวงชะตานั้น ไม่เท่ากัน ดังนั้น บางคนจึงเกิดเรื่องขึ้นจริง บางคนจึงเป็นเรื่องที่รบกวนความรู้สึก หรือ มีปฏิกิริยาทางรูปธรรมเพียงเล็กน้อย เช่น ภรรยาพบกระจกตกลงมาแตก ในขณะที่สามีรถคว่ำเสียชีวิต เป็นต้น ดูเผินๆแล้วก็เหมือนมีการสื่อสาร จากดวงชะตาหนึ่งไปยังอีกดวงชะตาหนึ่ง แต่โหราศาสตร์เองรู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากธาตุที่เป็นองค์รวม ผ่านทางโครงสร้างดาว เกิดขึ้นแก่บุคคลแต่ละคน โดยที่ดาวอื่นมีส่วนในการปรุงแต่งให้เกิดเรื่องราวเฉพาะบุคคลที่มีโครงสร้างดาวคล้ายกัน ไม่ใช่ทุกคนที่ต่างมีธาตุพุธเหมือนกัน
แต่มีดวงชะตาบุคคลพิเศษบางพวก ที่ไม่ได้เป็นญาติพี่น้อง แต่กลับรับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ทางธาตุที่เกี่ยวกับบุคคลอื่นทั่วไป เช่น ที่เราเข้าใจว่าเขามีญาณหยั่งรู้นั้น ไม่ใช่เป็นญาณหยั่งรู้ทางธรรม แต่เป็นคุณสมบัติทางโครงสร้างธาตุและดาวทางดวงชะตาที่สามารถรับปฏิกริยา ของธาตุในโครงสร้างอื่นได้ พูดง่ายๆก็คือว่า เขารับรู้ชะตากรรมของผู้อื่นได้ ผ่านทางคุณสมบัติพิเศษในดวงชะตาของเขาเอง ดังนั้น เราจึงมักพบคุณสมบัติเช่นนี้ในพวกนักพยากรณ์ (ไม่ใช่นักโหราศาสตร์เสมอไป) ซึ่งสามารถพยากรณ์ได้แม่นยำ จะคล้ายกับมีผีบอกทีเดียว โดยอาจจะเห็นเหตุการณ์ผ่านมโนภาพได้ เท่ากับ พวกที่เรียนทางไสยศาสตร์ เหตุที่ไม่เรียกว่าเขามีญาณหยั่งรู้ทางธรรม เพราะผู้ปฏิบัติธรรม จะอาศัยคุณสมบัติพิเศษทางอื่นของจิตที่ฝึกแล้ว ที่เป็นคนละเรื่องกับโครงสร้างทางธาตุนี้ และคนที่เป็นนักพยากรณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นคนทุศีล เลวทรามอย่างใดก็ได้
พวกเราทั่วไปทุกคนเอง บางคนอาจระลึกได้ ว่าช่วงอายุวัยรุ่น เราบางคนดูเหมือนมีอะไรแปลกๆ บางครั้งก็ไปรู้โน่นรู้นี่จนน่าแปลกใจ ชนิดเดาใจครูบาอาจารย์ หรือ เพื่อนฝูงได้ ที่เกิดรุนแรงมากจนรู้เป็นเสียงความคิดในใจของผู้อื่นก็มี หรือ เคยเห็นสถานที่บางแห่งคุ้นๆ เหมือนกับเคยไปมาแล้วในอดีต แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วเราเพิ่งเคยไปเป็นครั้งแรก แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และบางคนมีคุณสมบัติเช่นนี้จนอายุยี่สิบปีเศษ โดยที่ไม่ได้มีดวงชะตาเช่นนักพยากรณ์ที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งพวกนั้นอาจมีญาณหยั่งรู้นานกว่านี้ เรื่องนี้เป็นผลของการจัดระบบธาตุที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน ทำให้โครงสร้างธาตุ เพียงแปรเปลี่ยนผ่านรูปแบบสถานะที่เหมือนญาณหยั่งรู้ แต่เป็นไปแบบชั่วคราว และจะเกิดขึ้นได้เรื่อยๆในจังหวะดาวจร หลายช่วงของชีวิต ซึ่งอาจแสดงออกบ่อยๆด้วยการฝันแม่น หรือ สังหรณ์แม่นในบางคนนั่นเอง
ที่มา กระทู้คุยกันสบายๆ..ตามประสาโหราศาสตร์ไทย โดย อ.วรกุล www.horathai.com
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 11 เมษายน 2012, 19:36:03 โดย little girl »
|
IP :
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
little girl
ระดับ :ป.โท
   
ออฟไลน์
กระทู้: 4,174

|
 |
« ตอบ #9 เมื่อ: วันที่ 17 เมษายน 2012, 13:58:14 » |
|
อภิญญาญาณ  อภิญญาญาณ-เป็นญาณที่เกิดขึ้นจากมโนสัมผัสโดยตรง เป็นผลต่อเนื่องจากการทำสมาธิ ตามนิสัยบารมีของแต่ละท่าน ที่ได้เคยบำเพ็ญมา ผู้ที่ไม่มีนิสัยในทางอภิญญาในชาติอดีต จะทำสมาธิความสงบมากเท่าไร อภิญญาก็ไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ถ้าผู้มีนิสัยเคยได้บำเพ็ญมาในอดีตชาติ เมื่อทำสมาธิให้ใจมีความสงบเพียงเล็กน้อย อภิญญาญาณก็จะเกิดขึ้นได้แล้ว
อภิญญาญาณนี้ อาจจะเกิดขึ้นกับปุถุชนธรรมดาก็ได้ หรือเกิดขึ้นกับพระอริยะเจ้าก็ได้ ไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา หรือผู้ไม่นับถือศาสนา อภิญญาญาณก็เกิดขึ้นได้ เพราะวิธีทำสมาธิความสงบเป็นหลักสากล มีอยู่ประจำโลกมาแต่กาลนาน ตามประวัติในอดีต เมื่อพระพุทธศาสนายังไม่ได้อุบัติขึ้นในโลก ก็มีผู้ทำสมาธิความสงบและมีอภิญญาเกิดขึ้นอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง อสิตดาบส ผู้มีความชำนาญในการทำสมาธิและอภิญญา เข้ามาเยี่ยมเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อครั้งประสูติได้ไม่กี่วัน รวมถึงอาฬารดาบส และอุทกดาบส ผู้เป็นอาจารย์สอนสมาธิความสงบแก่พระสิทธัตถะ ดาบสเหล่านี้ ก็ไม่รู้จักศีล 5 ศีล 8 แต่อย่างใด
อภิญญาญาณดังกล่าว มีจำนวนมาก จะอธิบายพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้
1.จักขุญาณ...เป็น "ตาทิพย์" เกิดขึ้นจากใจโดยตรง อยากเห็นสิ่งใดเพียงกำหนดจิตดู จะสามารถเห็นสิ่งนั้นได้ เช่น อยากดูเทพเจ้า เหล่าเทวดาทั้งหลาย อยู่กันอย่างไร ก็จะเห็นได้ทั้งหมด หรือกำหนดจิตดูหมู่สัตว์นรก หรือหมู่เปรต อยู่กันอย่างไร ก็จะเห็นได้ทั้งนั้น
2.โสตญาณ...มี "หูทิพย์" สามารถกำหนดจิตฟังเสียงเทวดาทุกชั้นฟ้า แม้ผู้ที่ตกนรกมีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างไร ก็ได้ยินทั้งนั้น
3.เจโตปริยญาณ.....กำหนดจิต "ดูความคิดของผู้อื่นได้"ว่า กำลังคิดเรื่องอะไร คิดในทางดีหรือไม่ดี ที่เรียกว่า"รู้วาระจิตของผู้อื่น"
4.อิทธิวิธีญาณ...."มีฤทธิ์"ดำดิน เหาะเหินบนท้องฟ้าได้ ทั้งพระอริยเจ้าและปุถุชนผู้มีนิสัยทางนี้ มีปรากฏในตำรามากมาย
5.มโนมยิทธิญาณ......เป็น"ฤทธิ์ทางใจ"โดยเฉพาะ อยากจะทำตัวคนเดียวให้เป็นหลายคน หรือกำหนดจิตใช้อภินิหารแปลงรูปร่างเป็นสัตว์ ก็สามารถทำได้
6.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ....กำหนดจิต "ดูชาติอดีต"ของตนเองได้ ในชาติอดีตมีความเป็นอยู่อย่างไร มีใครบ้างที่มีความเกี่ยวข้องกัน สามารถรู้ได้ทั้งหมด
7.จุตูปปาตญาณ....เป็นญาณที่ "รู้จิตของผู้ที่ตายไปแล้ว" ว่าขณะนี้จิตเขาไปอยู่ที่ไหน ได้รับกรรมอะไร เมื่อพ้นจากกรรมนี้แล้ว จะได้รับผลของกรรมอะไรต่อไป สามารถรู้ได้ทั้งหมด
8.อดีตังสญาณ...เป็นญาณที่"รู้ในเรื่องอดีต"ที่ผ่านมาทุกๆเรื่อง
9.อนาคตังสญาณ....เป็นญาณที่ "รู้ในเรื่องอนาคต"ที่จะเกิดขึ้นกับทุกๆเรื่องเช่นกัน
อภิญญาญาณที่อธิบายมานี้ เป็นอภิญญาญาณชั้นโลกีย์ เป็นได้เฉพาะผู้มีนิสัยในทางนี้เท่านั้น ญาณนี้จะไม่ทำให้กิเลสตัณหาหมดไปจากใจแต่อย่างใด ถ้าผู้ไม่มีปัญญา ญาณดังกล่าวจะเป็นตัวสร้างกิเลสตัณหา สร้างมานะอัตตาขึ้นกับตัวเองเป็นอย่างมาก จะมีการหลงตัวลืมตัวไปว่า เราเก่งอย่างนั้น เราดีอย่างนี้ มานะอัตตาจะพองตัวสูงมากทีเดียว!
ในยุคนี้ ถ้าผู้มีญาณอย่างนี้ จะมีมหาชนยกย่องสรรเสริญว่า เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างเต็มที่ หรือบางทีอาจได้คะแนนนิยมไปว่า นี้คือพระอรหันต์ ที่เกิดขึ้นในโลกก็อาจเป็นได้ ถ้าผู้ใดมีอภิญญาญาณเกิดเป็นกับตัวเองแล้ว ต้องใช้ปัญญาเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า อภิญญาญาณเป็นของเล่นเท่านั้น อย่าหลงตัวว่า ตนมีคุณธรรมแต่อย่างใด เป็นเพียงญาณโลกีย์ที่เสื่อมได้ ไม่ถาวรอะไร พระสิทธัตถะ ก็มีอภิญญาญาณดังกล่าวนี้มาก่อนตรัสรู้แล้ว แต่พระองค์ก็ยังเป็นปุถุชนอยู่ และไม่ได้ติดใจในญาณเหล่านี้แต่อย่างใด
ที่มา....หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ
|
|
|
|
|
|
Alisa_An
บุคคลทั่วไป
|
 |
« ตอบ #12 เมื่อ: วันที่ 22 เมษายน 2012, 15:09:58 » |
|
อยากเรียนมากเลยค่ะ มีที่ไหนสอนบ้าง สนใจจริงๆนะ
|
|
|
|
กระเจียว
มัธยม
 
ออฟไลน์
กระทู้: 720

|
 |
« ตอบ #13 เมื่อ: วันที่ 24 เมษายน 2012, 12:19:07 » |
|
|
|
|
|
|
james_cr2001
บุคคลทั่วไป
|
 |
« ตอบ #15 เมื่อ: วันที่ 07 มิถุนายน 2012, 15:06:42 » |
|
ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังครับ
มีจริงครับ และเกิดขึ้นได้กับจิตทุกดวง ๆ แต่มีเงื่อนไขอยู่ครับ ต้องเป็นผู้ที่เคยสังสมคุณงามความดี มาหลายภพหลายชาติครับ ต้องเป็นบุคคลที่ชอบเล่นสมาธิ โดยใช้กสิณเป็นหลัก คือ ต้อง เป็นสมาธิในระดับฌาณ จนสูงสุดของสมาธิ คือ อัปนาสมาธิครับ เมื่อออกจากอัปนาสมาธิแล้ว อภิญญาตัวนี้จะติดมาครับ
แต่ใช่ว่าจะเกิดกับทุก ๆ คนครับ เพราะว่าอภิญญานั้นเกิดยาก ยิ่งในยุคในสมัยปัจจุบัน ท่าทางจะยากซักหน่อย เผลอๆ เพ่งจนตัวเองแก่ตายซ๊ะก่อนจะได้อภิญญาครับ ขนาดเพ่งกสิณ จนถึงขึ้น ย่อขยายภาพกสิณได้ ย้ายไปไว้ข้างหน้า ข้างหลัง บังคับได้หมด ยังไม่ถึง ฌาณที่ 2 เลยครับ แค่นี้ก็ยากแล้ว เพราะว่ายังมีนึกมีคิดอยู่ ก็คือมีวิตก มีวิจาณอยู่
และยังมีอีกครับ ในพระไตรปิฏก ตั้งแต่เล่มที่ 1 ไป จะมีข้อความนี้อยู่ครับแทรก อยู่ในพระไตรปิฏกแต่ละเล่ม ขออนุญาตพิมพ์ลงไปครับ
"เมื่อไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ย่อมน้อมใจไปเพื่อญาณทัสนะ ระลึกชาติได้ 1 ชาติบ้าง 10 ชาติบ้าง"
ผมจำได้แค่นี้ครับ ลองหาหรือศึกษาอ่านความหมายดูครับ จะมีเน้นย้ำอยู่ในหลายๆเล่มครับ
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 07 มิถุนายน 2012, 15:09:31 โดย james_cr2001 »
|
IP :
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|